การบริหารผลิตภัณฑ์ยั่งยืน
บริษัทฯ มีการพัฒนากลไกการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน (Sustainable Product Management) โดยกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินและจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ครอบคลุม 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emissions) การหมุนเวียนและการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Circularity and Product Design) วัตถุดิบที่ยั่งยืน (Sustainable Raw Materials) การบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management) และวัสดุและสารอันตราย (Hazardous Material and Substances) โดยยังคงยึดหลักผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อผู้บริโภคตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมผลักดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนผ่านกระบวนการนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการตลาดและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว
บริษัทฯ ได้เพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนในพอร์ตโฟลิโอของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง ผ่านกลยุทธ์การจัดสรรเงินลงทุน (Capital Allocation Strategy) ที่วางแผนไว้อย่างรอบคอบในระยะยาวหลายปี ภายใต้เสาหลักการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Growth) บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนให้อยู่ที่ร้อยละ 20-30 ของรายได้รวมภายในปี 2573 ซึ่งบริษัทฯ เชื่อมโยงเป้าหมายดังกล่าวเข้ากับการปรับโครงสร้างธุรกิจ และการเร่งขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนใหม่ ๆ อย่างชัดเจน โดยทิศทางการลงทุนดังกล่าวเป็นรากฐานสำคัญของโครงการลงทุนที่เป็นรูปธรรมหลายโครงการ
บริษัทฯ ถือหุ้นในบริษัท ENVICCO ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้า (Joint Venture) กับ ALPLA ดำเนินการสายการผลิตพลาสติกรีไซเคิลแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยกำลังการผลิต 45,000 ตันต่อปี นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ขยายการลงทุนใน NatureWorks เพื่อสร้างโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพชนิด Polylactic Acid (PLA) แห่งที่สอง ณ นครสวรรค์ ไบโอคอมเพล็กซ์ (Nakhonsawan Biocomplex) ด้วยกำลังการผลิต 75,000 ตันต่อปี และได้พัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เชิงพาณิชย์เป็นรายแรกของประเทศไทย ผ่านโรงกลั่นชีวภาพแบบครบวงจรที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพ (Upgraded, Integrated Biorefinery) ควบคู่ไปกับการขยายเงินลงทุนอย่างต่อเนื่องในธุรกิจสารเคลือบผิวอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของภายใต้บริษัท ALLNEX ทั้งนี้แผนการลงทุน (CAPEX) ระดับกลุ่มบริษัทฯ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569-2573) ที่บริษัทฯ ได้เปิดเผยนั้น นำเสนอในรูปแบบโครงการหลัก (Major Project) เช่น การเสริมสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบโอเลฟินส์ (Olefins Feedstock Security Enhancement) และการขยายธุรกิจของ บริษัท ALLNEX มากกว่าที่จะแยกตามประเภทผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนในพอร์ตโฟลิโอที่เปิดเผยข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงขนาดและทิศทางของเงินลงทุนที่บริษัทฯ มุ่งมั่นทุ่มเทให้แก่ผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืน
บริษัทฯ มุ่งจัดสรรงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ไปสู่การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเติบโตแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Growth) โดยเงินลงทุนด้าน R&D มีมูลค่ารวม 819 ล้านบาท นับตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งมีส่วนช่วยให้เกิดการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่จำนวน 20 ผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์การบริหารจัดการนวัตกรรมของบริษัทฯ จัดวางอยู่บนพื้นฐาน 4 ด้านหลัก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Capability for Diversified Products ที่มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนอย่างชัดเจน การเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์พลอยได้ (By-product) และการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อร่นระยะเวลาในการนำโซลูชันที่ยั่งยืนใหม่ ๆ ออกสู่ตลาด (Time-to-Market) การดำเนินงานดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเชิงโครงสร้างผ่าน Innovation Hub ของบริษัทฯ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือด้าน R&D ทั่วทั้งองค์กร และผ่านการลงทุนแบบ Corporate Venture Capital ผ่าน GC Ventures และ GC Ventures America ซึ่งช่วยให้บริษัทฯ เข้าถึงเทคโนโลยีด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและเทคโนโลยีฐานชีวภาพ (Bio-based Technology) จากภายนอก แทนที่จะต้องพัฒนาศักยภาพทั้งหมดขึ้นเองภายในองค์กร ผลลัพธ์ด้าน R&D ล่าสุด ได้แก่ ฟิล์ม MDOPE (Machine Direction Orientation Polyethylene) ซึ่งมีคุณสมบัติใสชัดเจน แข็งแรง และมีประสิทธิภาพสูง สามารถทดแทนฟิล์มหลายชั้น (Multi-layer Film) แบบดั้งเดิมได้ พร้อมทั้งช่วยลดปริมาณของเสีย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และรองรับการใช้งานในบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดเดียว (Mono Material PE Packaging: MDOPE//PE) ในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในบ้านและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล อาทิ ครีมอาบน้ำ และแชมพู
บริษัทฯ ได้ลงทุนโดยตรงในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนให้ได้มาตรฐานที่สม่ำเสมอและได้รับการรับรอง สายการผลิตรีไซเคิลแบบครบวงจรของ บริษัท ENVICCO ซึ่งมีกำลังการผลิต 45,000 ตันต่อปี และเป็นสายการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ใช้วัตถุดิบตั้งต้นทั้งหมด 100% จากพลาสติกใช้แล้วที่รวบรวมภายในประเทศไทย ภายใต้สัญญาคู่ค้าที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceable Supplier Contracts) และแพลตฟอร์มการรวบรวมพลาสติก YOUเทิร์น ของบริษัทฯ โดยโรงงานแห่งนี้ได้ดำเนินการแปรรูปขยะพลาสติก (ขวด PET และ HDPE) แล้วรวมทั้งสิ้น 6,483,887,776 กิโลกรัม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวม 330,372,205 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งเทียบเท่ากับการดูดซับคาร์บอนของต้นไม้ใหญ่จำนวน 34,776,022 ต้น ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกรีไซเคิลประเภท PCR PET และ PCR HDPE ของบริษัทฯ ซึ่งจำหน่ายภายใต้แบรนด์ InnoEco ได้รับการรับรองความปลอดภัยระดับสัมผัสอาหาร (Food-grade Safety) จากหน่วยงาน European Food Safety Authority (EFSA) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทย (Thai FDA) และ US FDA ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยผลิตภัณฑ์ระดับสากลสำหรับวัตถุดิบรีไซเคิลโดยเฉพาะ ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ปรับปรุงโรงกลั่นน้ำมันเดิมให้เป็นโรงกลั่นชีวภาพแบบครบวงจร (Integrated Biorefinery) ที่สามารถแปรรูปน้ำมันพืชใช้แล้วร่วมกับกระบวนการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel) ได้ และได้ขยายฐานการผลิต PLA ของ NatureWorks เข้ามาในประเทศไทย เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตพลาสติกชีวภาพโดยเฉพาะ บริษัท ALLNEX เองก็ได้เพิ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตในภูมิภาคที่มีการเติบโตสูงเช่นกัน รวมถึงการจัดตั้งศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ในประเทศจีน และการขยายกำลังการผลิตในประเทศอินเดีย พร้อมทั้งมีแผนจัดตั้งโรงงานแห่งใหม่ที่มาบตาพุด ซึ่งวางตำแหน่งให้เป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง (Specialty Hub) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รายละเอียดเพิ่มเติม YOUTURN: Turning plastic waste into valuable products
บริษัทฯ มีการพัฒนาเคมีภัณฑ์สมรรถนะสูงในกลุ่มเคมีภัณฑ์สำหรับสีและสารเคลือบผิว เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบสนองการใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่สีทาอาคารไปจนถึงสีและสารเคลือบผิวสำหรับงานอุตสาหกรรม อาทิ รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ และบรรจุภัณฑ์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะด้าน โดยมุ่งเน้นสมรรถนะด้านความทนทาน อายุการใช้งานที่ยาวนาน และประสิทธิภาพที่เหนือกว่าในสภาวะการใช้งานที่แตกต่างกัน
แนวโน้มของการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมรรถนะสูงในอุตสาหกรรมสีและสารเคลือบผิวให้ความสำคัญกับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยต่อสุขภาพ และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ควบคู่ไปกับการประหยัดพลังงานและการใช้งานที่สะดวกยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคและผู้ใช้งาน ตลอดจนสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม
บริษัทฯ ได้พัฒนานวัตกรรมเม็ดพลาสติกชีวภาพได้แก่ Bio-based Polybutylene succinate (BioPBS) และ Polylactic acid (PLA) โดยสามารถนำมาใช้ทดแทนเม็ดพลาสติกทั่วไปในการผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งนำมาผลิตขึ้นรูปเป็นช้อน ส้อม หลอด ฟิล์ม ถุงบรรจุภัณฑ์อาหารแห้ง รวมทั้งนำมาเคลือบแก้วกระดาษใส่เครื่องดื่มร้อนและเย็น และที่สำคัญบรรจุภัณฑ์จาก BioPBS สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยองค์ประกอบ คือ ความร้อน ความชื้น และแบคทีเรียในดิน ทำให้สามารถทิ้งบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวไปพร้อมกับขยะอินทรีย์ หรือเศษอาหาร ซึ่งหลังการฝังกลบลงดิน บรรจุภัณฑ์จะถูกจุลินทรีย์ในดินย่อยสลายกลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และกากชีวมวล
บริษัทฯ ได้พัฒนาเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง Post‑Consumer Recycled Plastics (PCR) ได้แก่ Recycled Polyethylene Terephthalate (rPET) เกรดสัมผัสอาหาร และ Recycled High-Density Polyethylene (rHDPE) เกรดบรรจุภัณฑ์ รวมถึงผลิตภัณฑ์รีไซเคิลอื่น ๆ ภายใต้แนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยสามารถนำเม็ดพลาสติกรีไซเคิลดังกล่าวมาใช้ทดแทนเม็ดพลาสติกใหม่ในการผลิตบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์พลาสติกหลากหลายประเภท เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ขวด ภาชนะบรรจุสินค้าอุปโภคบริโภค และบรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรมต่าง ๆ
โครงการศึกษาการดักจับและนำคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ประโยชน์ (Carbon Capture and Utilization: CCU)

เพื่อให้เป็นไปตามกลยุทธ์ด้านการลงทุนในธุรกิจใหม่ภายใต้การบริหารจัดการนวัตกรรม บริษัทฯ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ สถาบันวิจัย และสตาร์ทอัพ พัฒนาเทคโนโลยีดักจับและนำคาร์บอนไปใช้ประโยชน์ เพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่ของบริษัทฯ ด้วยการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ดักจับไว้มาแปลงเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ผ่านกระบวนการทางเคมีความร้อน (Thermochemical) และกระบวนการทางเคมีไฟฟ้า (Electrochemical) อาทิ การแปลงคาร์บอนไดออกไซด์เป็นพอลิเมอร์ (Polymer) เพื่อเป็นสารเคลือบผิว และการแปลงคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสารเคมี เพื่อทดแทนสารเคมีที่ผลิตจากปิโตรเคมี โดยคาดว่าจะมีศักยภาพในผลิตเชิงพาณิชย์และสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 300,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
Internal training on sustainable design principles for functions developing products

การอบรม การประเมินความยั่งยืนของกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการนำไปปฏิบัติ (Portfolio Sustainability Assessment (PSA) for Execution)
หลักสูตรนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างทักษะเชิงปฏิบัติให้แก่ผู้นำโครงการและผู้จัดการสายงาน ในการประยุกต์ใช้ 5 เสาหลักด้านความยั่งยืน (5 Sustainability Pillars) ของบริษัทฯ ซึ่งครอบคลุมสารอันตราย การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การหมุนเวียนของผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบที่ยั่งยืน และการบริหารจัดการพลังงาน ผ่านกระบวนการให้คะแนน (Rating) และการเปรียบเทียบมาตรฐาน (Benchmarking) อย่างเป็นระบบ พร้อมเสริมความเข้าใจด้วยแบบฝึกปฏิบัติกรณีศึกษา rPET หลักสูตรนี้ยังแนะนำเครื่องมือดิจิทัล GoSustain สำหรับการทำงาน และกำหนดการทยอยนำ PSA มาใช้ในปี 2569 รวมถึงช่วงให้คำปรึกษาผ่าน Advisory Clinic

การอบรม การประเมินความยั่งยืนของกลุ่มผลิตภัณฑ์ (PSA101: Portfolio Sustainability Assessment)
หลักสูตรนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกรอบการประเมิน Portfolio Sustainability Assessment (PSA) ซึ่งอ้างอิงตามแนวทางของ WBCSD และวิธีการประเมิน 5 ขั้นตอนสำหรับการประเมินความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ โดยอ้างอิงจากแนวปฏิบัติที่บริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำมากกว่า 30 แห่งนำไปใช้ หลักสูตรปิดท้ายด้วยการเชื่อมโยงกรอบดังกล่าวเข้ากับคำมั่นสัญญาด้านผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนของบริษัทฯ เอง (Sustainable Product Commitment 2030) ซึ่งตั้งเป้าหมายรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนไว้ที่ร้อยละ 20-30

การอบรม ภาพรวมความยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ (General Overview of Sustainability for Chemical Company)
หลักสูตรนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐานว่าเหตุใดความยั่งยืนจึงมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ โดยครอบคลุมบทบาทของอุตสาหกรรมทั้งในฐานะผู้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากร และในฐานะผู้ขับเคลื่อนโซลูชันด้านการลดคาร์บอน หลักสูตรนี้แนะนำแนวคิดการคิดเชิงวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life-cycle Thinking) การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-design) และหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านกรณีศึกษาจริง และปิดท้ายด้วยแนวทางการสังเกตและหลีกเลี่ยงการฟอกเขียว (Greenwashing)