นวัตกรรมแบบเปิด
บริษัทฯ วิจัยและพัฒนาผ่านทางนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) โดยสร้างเครือข่ายกับองค์กรภายนอกทั้งภายในและต่างประเทศ อาทิ สถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา และภาคธุรกิจ รวมทั้งเพิ่มช่องทางและโอกาสในการเข้าถึงงานวิจัยของมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก ด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมใน Research Consortium
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ก่อตั้ง จีซี เวนเจอร์ส ขึ้นเพื่อร่วมลงทุนในรูปแบบ Corporate Venture Capital (CVC) กับบริษัทสตาร์ทอัพและกองทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อค้นคว้าและพัฒนากระบวนการผลิตและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ให้กับบริษัทฯ โดย มุ่งเน้นการพัฒนาใน 4 กลุ่มเทคโนโลยี ดังนี้ 1) วัสดุขั้นสูง (Advanced Materials) 2) พลังงานหมุนเวียนและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Renewable / Circularity) 3) การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) และ 4) ดิจิทัลอุตสาหกรรม (Industrial Digital) ซึ่งล้วนเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศในปัจจุบันและอนาคต ตัวอย่างของนวัตกรรมแบบเปิด ดังโครงการต่อไปนี้
ข้อมูลเพิ่มเติม: การลงทุน และข้อมูล จีซี เวนเจอร์ส สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้บนเว็บไซต์: https://www.pttgcgroup.com/th/products-and-innovations/gc-ventures
นวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation)

บริษัทฯ มุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือระยะยาวกับเครือข่ายองค์กรและผู้เชี่ยวชาญภายนอก ผ่านการลงทุนในนวัตกรรมทั้งโดยตรงและทางอ้อม เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจมูลค่าสูง
นอกจากนี้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการพัฒนานวัตกรรม บริษัทฯ ได้พัฒนา Innovation Hub ให้เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการองค์ความรู้และศักยภาพจากบริษัทในเครือ ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา และการขยายเครือข่ายพันธมิตรในระดับโลก เพื่อเร่งการสร้างและต่อยอดนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ โดยขยายความร่วมมือกับบริษัทในเครือ อาทิ allnex, NatureWorks, EMERY ในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ร่วมกัน
จีซี เวนเจอร์ส (GC Ventures)

บริษัทฯ ได้ขยายการลงทุนเชิงกลยุทธ์ผ่านรูปแบบ Corporate Venture Capital (CVC) โดยจัดตั้ง GC Ventures เพื่อค้นหาเทคโนโลยีและโอกาสการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีสำคัญ รวมถึงพัฒนาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (Collaboration Program) ครอบคลุมทั้งการลงทุนโดยตรงและการลงทุนทางอ้อมในสตาร์ทอัพ (Startups) และกองทุนเทคโนโลยี (Technology Funds) โดยมุ่งเน้น 4 กลุ่มเทคโนโลยีหลัก ได้แก่ 1) วัสดุขั้นสูง (Advanced Materials) 2) เศรษฐกิจและวัสดุหมุนเวียน (Renewable / Circularity) 3) การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) และ 4) ดิจิทัลอุตสาหกรรม (Industrial Digital) ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มธุรกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในปัจจุบันและอนาคต
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในธุรกิจที่สอดรับกับกลยุทธ์ความยั่งยืน เพื่อลดความเสี่ยงและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Technology Disruption) โดยเสริมความแข็งแกร่งในฐานการผลิตและบริการ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถขององค์กรอย่างต่อเนื่อง
1) วัสดุขั้นสูง (Advanced Material)

Inkbit
Inkbit พัฒนาเทคโนโลยีด้านการพิมพ์สามมิติในเทคนิคที่เรียกว่า “Vision Control Jetting” โดยใช้พอลิเมอร์เหลวที่กลายเป็นของแข็งเมื่อสัมผัสกับแสงที่มีประสิทธิภาพสูง (High Performance Photopolymers) เพื่อเสริมศักยภาพ การผลิตและการขึ้นรูปแบบสามมิติ

actnano
actnano พัฒนาความเชี่ยวชาญด้านวัสดุขั้นสูง (Advanced Materials) และยังเป็นการต่อยอดจากการลงทุนของบริษัทฯ ที่ลงทุนกองทุนเทคโนโลยี Emerald Industrial Innovation Fund (EIIF) ซึ่งเป็นกองทุนระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน

Boston Materials
บริษัทเจ้าของเทคโนโลยีวัสดุคอมโพสิตสมรรถนะสูง เสริมแรงเส้นใยแบบ Z-Axis ซึ่งมีผู้ร่วมลงทุน เช่น GS, Good Growth Capital และอื่นๆ

Interface Polymers
ผู้พัฒนาเทคโนโลยี Compatibilization สำหรับเม็ดพลาสติกที่แตกต่างชนิดกันเพื่อผลักกันเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy). ผู้ร่วมลงทุนได้แก่ EVONIK, Ingevity และ PORUS
2) เศรษฐกิจและวัสดุหมุนเวียน (Renewable/Circularity)

Tidal Vision
โซลูชั่นด้านการผลิตไคโตซานต้นทุนต่ำและสะอาด กับผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนประกอบของโพลิเมอร์ที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ ซึ่งผู้ร่วมลงทุน ประกอบด้วย JW Asset Management, Pangea, SOSV เป็นต้น

Lakril Technologies
เทคโนโลยี Bio-acrylic acid ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อย CO2 สร้างทางเลือกที่แข่งขันได้แทนปิโตรเคมี
3) กลุ่มการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero)

ESS inc.
ESS Inc. พัฒนาเทคโนโลยีการจัดเก็บพลังงาน (Energy Storage System) แบบแบตเตอรีเหลว (Flow Battery) ที่มีความทนทานและมีประสิทธิภาพสูง

Phase Change Energy Solutions (PCES)
PCES มุ่งเน้นการพัฒนาวัสดุทางชีวภาพ เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในห่วงโซ่อุปทานของการขนส่ง Cold Chain ของผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชกรรม

Econic
ผู้พัฒนาเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์จากคาร์บอนเพื่อนำ CO2 ที่ดักจับได้มาใช้ผลิตโพลิเมอร์อย่างยั่งยืน บริษัทฯ ลงทุนใน Econic ร่วมกับนักลงทุนด้าน Climate tech ระดับโลก เช่น Capricorn Partners และ OGCI (Oil & Gas Climate Initiative) เป็นต้น

Ardent
ผู้พัฒนา Advanced CO2 Membrane สำหรับโครงการ CCUS (Carbon Capture, Utilization & Storage) ผู้ร่วมลงทุนได้แก่ Pangaea, Solvay, Saudi Aramco และ Mitsubishi เป็นต้น

Turnover Labs
แพลตฟอร์มไฟฟ้าเคมีสำหรับ CCU เปลี่ยน CO2 เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง
1) วัสดุขั้นสูง (Advanced Material)

PANGAEA
Pangaea Venture Fund IV และ Impact Fund เป็นกองทุนด้านเทคโนโลยีที่มีความเชี่ยวชาญด้านวัสดุขั้นสูง (Advanced Materials) ที่มีการเติบโตและมุ่งเน้นในธุรกิจพลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ สุขภาพและความยั่งยืน ในประเทศแคนาดา

GRC SinoGreen
กองทุน GRC SinoGreen เป็นกองทุนในประเทศจีนที่ลงทุนในธุรกิจการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน ดิจิทัล วัสดุขั้นสูง และสุขภาพ

Volta
กลุ่มทุน Venture Capital (VC) ในสหรัฐอเมริกาที่ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่และเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน
2) พลังงานหมุนเวียนและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Renewable/Circularity)

ECBF
กองทุนร่วมลงทุนในประเทศลักซัมเบิร์กที่ลงทุนในธุรกิจกลุ่มเศรษฐกิจชีวภาพหมุนเวียน (Circular Bioeconomy)

Infinity Recycling
Infinity Recycling Circular Plastics Fund I เป็นกองทุนของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) ที่ลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีเศรษฐกิจหมุนเวียนและรีไซเคิลพลาสติกขั้นสูง เพื่อสนับสนุนการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนของกลุ่มบริษัทและการจัดการกับปัญหาขยะพลาสติก)
3) กลุ่มการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero)

Emerald
Emerald Industrial Innovation Fund เป็นกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสะอาดในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ตามทิศทางความต้องการของตลาดและแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
4) เทคโนโลยีดิจิทัลทางอุตสาหกรรม (Industrial Digital)

BUILDERS
Builders VC Fund I เป็นกองทุนด้านเทคโนโลยีที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลในประเทศสหรัฐอเมริกาที่สร้างการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ
A four-year Open Innovation project conducted in collaboration with TU Delft began in 2024, with the objective of developing a novel catalyst to support decarbonization processes. This collaboration leverages the knowledge and innovative expertise of TU Delft, one of the world's leading universities. In 2025, the project successfully developed a new catalyst, which serves as a crucial mechanism in supporting GC in achieving its Net Zero target.
