เป้าหมายในปี 2564 และเป้าหมายระยะยาว (Target)

  • เพิ่มกำไรจากผลิตภัณฑ์นวัตกรรมให้มากขึ้น โดยมีกำไรก่อนการหักค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ที่เพิ่มขึ้นจากผลิตภัณฑ์เปรียบเทียบ (EBITDA Uplift) ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีภัณฑ์ของบริษัทฯ คิดเป็น ร้อยละ 5 เทียบกับ EBITDA ในปี 2568
  • ขยายสัดส่วนการลงทุนในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ไม่น้อยกว่าร้อยละ 1 เทียบกับรายรับของปิโตรเคมีภัณฑ์ของบริษัทฯ ในปี 2568
  • รักษาระดับดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices) หรือ DJSI ทางด้านการบริหารจัดการนวัตกรรม (Innovation Management)

ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ

กลุ่มอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง จากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่ผ่านมา วิกฤติโควิด 19 ส่งผลให้วิถีชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นวัตกรรมและเทคโนโลยีจึงถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของการขับเคลื่อนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ และการปรับตัวต่อวิกฤติต่าง ๆ

ทั้งนี้บริษัทฯ ได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรด้านนวัตกรรมที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยังขยายการลงทุนในกลุ่มผลิตภัณฑ์สมรรถนะสูงเพื่อแสวงหาโอกาสในการดำเนินธุรกิจใหม่ ๆ ตลอดจนประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต

วิสัยทัศน์และกลยุทธ์ด้านนวัตกรรม (Innovation Visions and Strategy)

บริษัทฯ มุ่งเน้นการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ต่อยอด หรือสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าสูงขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องของลูกค้าและรักษาฐานลูกค้าในตลาดหลักทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีกลยุทธ์ที่สำคัญ คือ การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์โดยเข้าสู่ธุรกิจผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง (High Value Business: HVB) โดยบริษัทฯ กำหนดขอบเขตและเป้าหมาย เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ มีมูลค่าสูงขึ้น และตอบสนองความต้องการของลูกค้าปลายทาง (End-use market) ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดแผนงาน “B-to-B Touch C” เพื่อมุ่งเป้าหมายในการเสนอคุณค่าของผลิตภัณฑ์ฯ ให้เข้าถึงผู้บริโภค (C: Consumer) ผ่านการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจ (B-to-B) กับลูกค้ากลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ (Converter) และ ลูกค้าที่เป็นเจ้าของตราสินค้า (Brand Owner) รวมถึงพันธมิตรตลอดห่วงโซ่คุณค่า เช่น ผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์พลาสติก เป็นต้น โดยแผนงาน B-to-B Touch C เป็นการต่อยอดจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นปลาย ไปสู่การประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์ (Application Platform) ที่ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถสร้างประโยชน์ให้ผู้บริโภคได้สูงสุด (Touch C) โดยแผนงาน B-to-B Touch C แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ แผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมรรถนะสูง แผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แตกต่าง และแผนการสร้างความร่วมมือกับลูกค้าอุตสาหกรรมปลายทาง

  • แผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมรรถนะสูง (Toward Performance Material & Chemical) โดยประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ (Product Application) อาทิ การเลือกใช้เม็ดพลาสติกที่มีสมรรถนะเหมาะกับการใช้งาน เพื่อเป็นส่วนประกอบในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีต้นทุนที่เหมาะสม และสามารถแข่งขันได้

  • แผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แตกต่าง (Product Differentiation) ) โดยการนำความต้องการเชิงลึกของผู้บริโภค/ลูกค้าปลายทาง (Consumer Insight) และเสียงของลูกค้า (Voice of Customer: VoC) มาใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีคุณลักษณะพิเศษ แตกต่างจากผลิตถัณฑ์ของคู่แข่งและสามารถเพิ่มมูลค่าให้ผู้บริโภค รวมถึงตอบสนองการใช้งานของผู้บริโภค (Solution) เช่น ถุงหายใจได้ที่เก็บผักได้นานขึ้น เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนการสื่อสารทางการตลาดให้ “ผู้บริโภค” ได้รับรู้ถึงความแตกต่างในคุณลักษณะพิเศษดังกล่าวด้วยการติดตราสัญลักษณ์ GC Label บนสินค้าอุปโภคบริโภค

  • แผนการสร้างความร่วมมือกับลูกค้าอุตสาหกรรมปลายทาง (Stakeholder Networking) ) ดำเนินการผ่านกลไกการสร้างเครือข่าย (Networking) ของ Key Account Management และ Customer Solution Center (CSC) ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างนวัตกรรมของสินค้าและสร้างประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าที่เหนือกว่าระดับความคาดหวังของผู้บริโภคที่ได้รับจากสินค้าของคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ทั้งนี้ แผนการดำเนินงานสำคัญที่ใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนธุรกิจในปัจจุบัน (Business Transformation) สู่ HVB ตามแผนงาน B-to-B Touch C สามารถสรุปได้ดังนี้

Sandbox Project: การทำงานเพื่อให้เกิดการเรียนรู้วิธีการทำงานร่วมกันของแต่ละหน่วยงาน (Cross-Functional Collaboration) เพื่อส่งมอบงานให้เชื่อมต่อกัน (End-to-End) สำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์และการประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์ในอนาคตให้มีประสิทธิผล (Execution Model)

Platform Management: การนำแนวทางจากการ Execution Model ที่ได้จาก Sandbox มาปรับปรุงและประยุกต์ใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ในลักษณะ Application Platform ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ และนำผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาได้ไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ การวัดผลสัมฤทธิ์ของ Platform Management มาจากยอดขายผลิตภัณฑ์ และ Benefit from Shared Value ที่บริษัทฯ ได้รับจากความร่วมมือกับลูกค้า เป็นต้น