การเฝ้าระวังความเสี่ยงใหม่
ระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Emerging Risk Monitoring)
บริษัทฯ ติดตามสถานการณ์ และแนวโน้มของปัจจัยภายนอกอย่างต่อเนื่อง ตามหลักการของระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) แบ่งเป็น 6 ด้าน ตาม PESTEL Analysis Framework
ซึ่งประกอบด้วย มุมมองด้าน การเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และกฎหมาย รวมถึงให้ความสำคัญกับปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk) ที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งผลจากระบบเตือนภัยล่วงหน้าจะนำมาจัดทำมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า และสร้างโอกาสในการเติบโตให้กับธุรกิจ
ปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ ผลกระทบต่อธุรกิจ และการป้องกัน
บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจในอีกสามถึงห้าปีข้างหน้า บริษัทฯ จึงได้วิเคราะห์ประเด็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงผลกระทบต่อธุรกิจและการดำเนินงานของแต่ละปัจจัยเสี่ยง
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดมาตรการลดความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ และติดตามความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ทั้งในระยะปานกลางจนถึงระยะยาวอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ และช่วยให้บริษัทฯ สามารถบรรลุเป้าหมายตามกลยุทธ์และทิศทางตามที่กำหนดไว้
ความผันผวนของนโยบายทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geopolitical & geoeconomic policy volatility)
คำอธิบายความเสี่ยง เหตุและผล (Description Cause and Consequence)
อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเผชิญความท้าทายด้านห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของวัตถุดิบ อันเป็นผลจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน โดยความขัดแย้งดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นปี 2569 และได้ก่อให้เกิดการหยุดชะงักบ่อยครั้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่มีสัดส่วนราวหนึ่งในห้าของการค้าน้ำมันโลก สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนด้านความมั่นคงและนโยบายเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการระงับการเดินเรือผ่านเส้นทางดังกล่าวโดยผู้ให้บริการขนส่งรายใหญ่ การถอนความคุ้มครองประกันภัยความเสี่ยงจากภาวะสงคราม (War-risk Insurance) และการหยุดชะงักของเส้นทางทะเลแดง (Red Sea Route) ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน สถานการณ์เหล่านี้ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนและสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ ระยะเวลาการขนส่งที่ยืดยาวขึ้น และข้อจำกัดใหม่ ๆ ด้านค่าระวางเรือและการประกันภัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการจัดหาวัตถุดิบของบริษัทฯ และจำกัดความสามารถในการจัดหาและขนส่งน้ำมันดิบ รวมถึงการส่งออกสินค้าผ่านภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการผลิต ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
ประเภทความเสี่ยง (Category of Risk):
ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical)
แหล่งที่มา (Source of Risk):
ปัจจัยจากภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Factor) และเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics Factor)
ผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact):
- ความไม่มั่นคงที่ยืดเยื้อในเส้นทางเดินเรือขนส่งบริเวณตะวันออกกลางก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเส้นทางจัดหาวัตถุดิบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถของบริษัทฯ ในการรักษากำลังการผลิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ความเสี่ยงดังกล่าวยังทวีความรุนแรงขึ้นในระยะยาว จากการลดลงของปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ซึ่งหมายความว่าการหยุดชะงักของวัตถุดิบนำเข้าจะเกิดขึ้นพร้อมกับฐานอุปทานภายในประเทศที่อ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะสามารถชดเชยซึ่งกันและกันได้ ส่งผลให้ทางเลือกด้านวัตถุดิบของบริษัทฯ แคบลงในช่วงเวลาที่จำเป็นต้องมีทางเลือกทดแทนมากที่สุด ผลกระทบสะสมต่อความพร้อมของวัตถุดิบในภูมิภาค ต้นทุนค่าระวางขนส่ง และความน่าเชื่อถือของกำหนดการขนส่ง อาจเปลี่ยนแปลงสมมติฐานพื้นฐานด้านต้นทุนและการดำเนินงานที่ใช้ในการวางโครงสร้างสินทรัพย์ของบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ ในระยะยาว บริษัทฯ อาจจำเป็นต้องทบทวนกลยุทธ์การกระจายแหล่งวัตถุดิบ ประเมินความยืดหยุ่นของเครือข่ายโลจิสติกส์ต่อการหยุดชะงักทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพิจารณาว่ารูปแบบการจัดหาวัตถุดิบและโครงสร้างสินทรัพย์ในปัจจุบันยังคงสอดคล้องกับโครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ หากบริษัทฯ ไม่สามารถปรับตัวได้อย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ความเสียเปรียบด้านต้นทุนเชิงโครงสร้างของบริษัทฯ
- ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก และเปลี่ยนแปลงเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่เคยใช้เป็นมาตรฐาน เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันแบบครบวงจร (Complex Refinery) ของบริษัทฯ จัดหาน้ำมันดิบจากทั้งผู้จัดหาภายในประเทศและต่างประเทศ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างต่อปริมาณน้ำมันดิบจากภูมิภาคดังกล่าว จะส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตในธุรกิจโรงกลั่นของบริษัทฯ ความเสี่ยงดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการลดลงเชิงโครงสร้างของปริมาณก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ซึ่งยังคงสร้างแรงกดดันต่อสถานะวัตถุดิบของบริษัทฯ ทั้งในด้านปริมาณและราคา ดังนั้น การหยุดชะงักของวัตถุดิบนำเข้าที่ยืดเยื้ออันเป็นผลจากความขัดแย้ง จะยิ่งซ้ำเติมการหดตัวของฐานก๊าซธรรมชาติภายในประเทศของบริษัทฯ และบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนวัตถุดิบของธุรกิจโอเลฟินส์ เมื่อเทียบกับผู้ผลิตที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบในสหรัฐอเมริกาและตะวันออกกลาง แรงกดดันด้านต้นทุนดังกล่าวอาจส่งผลกระทบในทางลบต่ออัตรากำไรของธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีแบบครบวงจรของ GC และลดทอนความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดของบริษัทฯ
- ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความมั่นคงและสถานะการดำเนินงานของเส้นทางเดินเรือสำคัญ ซึ่งขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากแนวทางการคลี่คลายความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการฟื้นตัวของการขนส่งผ่านจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงคาดการณ์ได้ยาก บริษัทฯ จึงเผชิญความท้าทายในการวางแผนธุรกิจระยะกลางถึงระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลให้การตัดสินใจลงทุนล่าช้าออกไป และบริษัทฯ จำเป็นต้องกระจายแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติม รวมถึงเสริมสร้างมาตรการด้านความมั่นคงของอุปทาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับการหยุดชะงักของอุปทานและความผันผวนของตลาดในอนาคต นอกเหนือจากผลกระทบโดยตรงต่อการหยุดชะงักของอุปทานแล้ว ความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออาจบีบบังคับให้บริษัทฯ ต้องลดกำลังการผลิตในโรงงานที่ดำเนินกระบวนการผลิตแบบต่อเนื่อง (Continuous-process Facilities) โดยระยะเวลาในการเริ่มเดินเครื่องใหม่และปรับกำลังการผลิตกลับสู่ระดับปกติ อาจใช้เวลานานกว่าช่วงเวลาที่เกิดการหยุดชะงักขึ้นจริงอย่างมาก
การวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์ (Scenario Analysis) :
บริษัทฯ ดำเนินการวิเคราะห์สถานการณ์ (Scenario Analysis) ในระดับราคาน้ำมันดิบและแนฟทาที่แตกต่างกัน เพื่อประเมินผลกระทบต่อแผนธุรกิจและกลยุทธ์องค์กรระยะยาว โดยกำหนดให้มีการติดตาม ทบทวน และปรับปรุงสถานการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ
กรอบเวลาการเกิดผลกระทบ (Timeframe):
ระยะกลางถึงระยะยาว (Medium to Long Term 3-10 Years)
ประเภทของผลกระทบ (Type of Impact):
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ (Economic Impact)
มาตรการรองรับปัจจัยเสี่ยง และโอกาส (Mitigation and Opportunities):
- ติดตามความคืบหน้าด้านภูมิรัฐศาสตร์ คำแนะนำด้านการเดินเรือ และสภาวะตลาดประกันภัย รวมถึงประกาศจาก ผู้ให้บริการขนส่งและผู้รับประกันภัยที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือสำคัญ ได้แก่ ช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจ ห่วงโซ่อุปทาน และกลยุทธ์องค์กรอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้จะช่วยให้บริษัทฯ สามารถดำเนินการทำสัญญาเชิงรุกได้ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลง พร้อมทั้งสนับสนุนการประเมินโอกาสด้านการจัดหาวัตถุดิบและโลจิสติกส์ใหม่ ๆ ผ่านการทบทวนและปรับปรุงสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ
- กำหนดมาตรการเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาวัตถุดิบและเส้นทางขนส่ง รวมถึงการกระจายแหล่งคู่ค้าในหลายภูมิภาค และการรักษาระดับสินค้าคงคลังสำรอง (Buffer Inventory) ให้สูงขึ้น เพื่อสร้างความต่อเนื่องด้านอุปทานและลดการพึ่งพาเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งเพียงเส้นทางเดียว
- จัดทำแผนการวิเคราะห์สถานการณ์ (Scenario Planning) และมาตรการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อคาดการณ์และบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การปิดเส้นทางขนส่งที่ยืดเยื้อ รวมถึงการปรับอัตรากำลังการผลิตในสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที
- ดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงการบริหารความเสี่ยง (Hedging Gain/Loss) ท่ามกลางความผันผวนสูงของต้นทุนค่าระวางขนส่งและวัตถุดิบ
- บริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ ด้วยการจัดหาทางเลือกด้านการเช่าเหมาลำเรือ (Chartering) และการประกันภัยสำรอง ประสานงานร่วมกับกลุ่ม ปตท. และกลไกความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ รวมถึงคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Reserves) เพื่อวางแผนรับมือร่วมกันในกรณีที่เกิดการหยุดชะงักเป็นเวลานาน
-
ติดตามและวิเคราะห์ความคืบหน้าของสถานการณ์ความขัดแย้ง คำแนะนำด้านการเดินเรือ และสภาวะตลาดประกันภัย เพื่อประเมินผลกระทบต่อธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ และดำเนินการทำสัญญาเชิงรุกได้ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลง ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบใน 4 มิติ ดังนี้
1. วัตถุดิบและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Feedstock and Optimization): จัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งเดิมและแหล่งทางเลือก ควบคู่ไปกับการเพิ่มปริมาณการผลิตให้สูงสุด รวมถึงการเดินเครื่องหน่วยแนฟทาแครกเกอร์ (Naphtha Cracker) กลับมาดำเนินงานอีกครั้งภายหลังการหยุดซ่อมบำรุงตามแผน
2. การบริหารความเสี่ยง (Risk Management): บริหารสถานะการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) อย่างเชิงรุก เพื่อบรรเทาความผันผวนของราคาผลิตภัณฑ์ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ไม่แน่นอน
3. สภาพคล่อง (Liquidity): สร้างความมั่นใจในความยืดหยุ่นทางการเงินที่เพียงพอ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนน้ำมันดิบและวัตถุดิบที่สูงขึ้น รวมถึงกรณีที่ตลาดกลับสู่ภาวะปกติอย่างฉับพลัน
4. การมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder Engagement): สนับสนุนเสถียรภาพของภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ผ่านการปฏิบัติตามมาตรการภาครัฐและกลไกการประสานงานในภาวะฉุกเฉิน
การใช้ Generative AI และ Agentic AI ในทางที่ไม่ถูกต้อง และธุรกิจปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัล (Misuse & Under-utilization of Generative & Agentic AI and Unable to Utilize Digital & AI Technology)
คำอธิบายความเสี่ยง เหตุและผล (Description Cause and Consequence)
แนวโน้มเทคโนโลยีเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ ทั้ง Generative AI and Agentic AI ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วสร้างโอกาสทางธุรกิจและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงและความท้าทาย โดยเฉพาะการใช้ Agentic AI มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น ทั้งนี้ Agentic AI เป็นระบบที่สามารถทำงานอัตโนมัติและตัดสินใจเองในกระบวนการทำงาน เช่น การจัดการห่วงโซ่อุปทาน การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ หรือการบำรุงรักษาเครื่องจักร ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น การตัดสินใจผิดพลาดจากข้อมูลไม่ครบถ้วนหรืออัลกอริธึมมี bias การถูกโจมตีหรือแทรกแซง (AI Hijacking) ทำให้ระบบการผลิตหรือโลจิสติกส์หยุดชะงัก การมอบอำนาจมากเกินไปโดยไม่มีการกำกับดูแล อาจละเมิดกฎหมายหรือจริยธรรม ความยากในการตรวจสอบและอธิบายการตัดสินใจของ Agentic AI (Auditability) เป็นต้น ซึ่งเพิ่มความซับซ้อนและอันตรายในมิติของความปลอดภัยทางไซเบอร์
ทั้งนี้ การใช้ AI ในการบริหารบุคลากรหรือคู่ค้า ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส เคารพสิทธิมนุษยชน และปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว บริษัทฯ ตระหนักถึงความจำเป็นในการลงทุนในด้าน Digital Technology และ AI อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
ประเภทความเสี่ยง (Category of Risk):
เทคโนโลยี (Technological)
แหล่งที่มา (Source of Risk):
ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม (Environmental Factor) และภาวะเศรษฐกิจสังคม(Socioeconomic Factor)
ผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact):
- ระบบ AI เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์ โดยผู้ไม่หวังดีอาจใช้ช่องโหว่ในการเข้าถึงข้อมูลสำคัญ หรือรบกวนระบบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจและความปลอดภัยขององค์กร ทำให้อาจสูญเสียรายได้ ความน่าเชื่อถือ และอาจมีค่าใช้จ่ายจากการซ่อมแซมระบบ หรือค่าปรับต่างๆ
- ความเสี่ยงด้านการดำเนินงานการนำ AI มาใช้ในกระบวนการผลิต โลจิสติกส์ และควบคุมคุณภาพ อาจเกิดข้อผิดพลาดหรือการหยุดชะงักจากอัลกอริธึมที่ทำงานผิดพลาดหรือขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสม
- ความสามารถในการแข่งขันลดลง หากบริษัทฯ ไม่สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและดิจิทัลได้ อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในด้านราคาและคุณภาพ และส่วนแบ่งตลาด
- การไม่ใช้เทคโนโลยีอาจทำให้เกิดความล่าช้าในการตอบสนองต่อลูกค้าและตลาด ส่งผลให้สูญเสียความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้เสีย
- สูญเสียโอกาสและรายได้ การไม่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดทำให้สูญเสียโอกาสในการขยายธุรกิจและตลาดใหม่ ทั้งนี้ การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่เป็นโอกาสในการเสริมสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน
- การตัดสินใจโดย AI ในกระบวนการต่างๆ เช่น การบำรุงรักษาเครื่องจักร หรือการวางแผนห่วงโซ่อุปทาน อาจลดบทบาทของมนุษย์ และทำให้เกิดการตัดสินใจที่คลาดเคลื่อนในสถานการณ์สำคัญ
- หาก AI ถูกโจมตีหรือทำงานผิดพลาด อาจสร้างความเสียหายรุนแรงต่อการผลิต การจัดซื้อ และการบริหารโลจิสติกส์ รวมถึงความเสี่ยงด้านกฎหมายและชื่อเสียง
- การใช้ AI ในการสรรหาบุคลากร การจัดซื้อจัดจ้าง หรือการตรวจสอบบุคคลภายนอก อาจมีความเสี่ยงและกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัทฯ หากไม่ต้องเป็นไปตามหลักความเป็นธรรม โปร่งใส และคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- ความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วของเทคโนโลยี AI และ Digital Technology ส่งผลให้บริษัทฯ ต้องลงทุนเพื่อพัฒนาระบบ AI และ Digital Technology เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะที่สำคัญ และเพิ่มความรู้ความเข้าใจสำหรับพนักงานในบริษัทฯ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
การวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์ (Scenario Analysis):
บริษัทฯ ใช้การวิเคราะห์สถานการณ์ (Scenario Analysis) เพื่อประเมินผลกระทบต่อแผนธุรกิจและกลยุทธ์ระยะยาว โดยติดตามและทบทวนปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วซึ่งมีผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security)
กรอบเวลาการเกิดผลกระทบ (Timeframe):
ระยะกลางถึงระยะยาว (Medium to Long Term 3-10 Years)
ประเภทของผลกระทบ (Type of Impact):
ผลกระทบด้านเทคโนโลยี (Technological Impact) / ผลกระทบด้านสังคม (Societal Impact) / ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ (Economic Impact)
มาตรการรองรับปัจจัยเสี่ยง และโอกาส (Mitigation and Opportunities):
- กำหนดกรอบการกำกับดูแล นโยบาย และมาตรฐานการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขององค์กร (AI Policy)
- เผยแพร่ความรู้เรื่อง Cyber Security ต่างๆ โดยจัดทำ Phishing Test นอกจากนี้ ยังมีจัดอบรม Cybersecurity Awareness รวมถึงติดตั้งและใช้ระบบยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน (Multi Factor Authentication)
- ปรับปรุงความปลอดภัยทางไซเบอร์และพัฒนาความหลากหลายของพันธมิตรเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและลดต้นทุน
- มีการจัดซ้อมแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCM) AI Deep Fake และ Cyber Attack โดยผู้บริหารและพนักงานที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ
- ลงทุนในการวิจัยและพัฒนา (R&D) พร้อมสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
- ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มตลาด รวมถึงนำมาใช้คาดการณ์และวิเคราะห์ในกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
- พัฒนาแผนการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพ
- แผนการพัฒนาความรู้เกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ในองค์กรให้แก่พนักงานทั่วทั้งองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
การเปลี่ยนแปลงมาตรการภาครัฐส่งผลต่อความต้องการของผู้บริโภคและตลาดที่เปลี่ยนไป (Changes in regulatory affect consumer demand and shift market landscape)
คำอธิบายความเสี่ยง เหตุและผล (Description Cause and Consequence)
นโยบายและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม จากทั้งในและต่างประเทศมีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) ของประเทศไทย และนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศต่าง ๆ นอกจากนี้ ในด้านการจัดการพลาสติก ยังมีนโยบายการลดการใช้พลาสติก การห้ามใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และการส่งเสริมการใช้พลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ประชาชนทั่วไป ส่งผลให้ความต้องการพลาสติกมีแนวโน้มลดลง
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายภาครัฐที่อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแบบใหม่ เป็นต้น มาตรการเหล่านี้ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทฯ เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคเองก็หันมาให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรในระยะยาว
ประเภทความเสี่ยง (Category of Risk):
สังคม และสิ่งแวดล้อม (Social and Environmental)
แหล่งที่มา (Source of Risk):
ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม (Environmental Factor)
ผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact):
- นโยบายการเลิกใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-used Plastic) มาตรการภาษีบรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งหรือย่อยสลายยาก (Plastic Tax) รวมถึงนโยบายการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนภายใต้หลัก (Extended Producer Responsibility: EPR) อาจส่งผลให้บริษัทฯ สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และสูญเสียรายได้จากการขายพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง และมีค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากการลงทุนเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ พัฒนาระบบการจัดการผลิตภัณฑ์พลาสติกอย่างครบวงจร และเตรียมความพร้อมกับตลอดห่วงโซ่อุปทานกับพันธมิตร
- บริษัทฯ ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทและขยายความรับผิดชอบในการผลิตและการกำจัดผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี รวมทั้งเคมีภัณฑ์ต่างๆ ที่อาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- ผลกระทบด้านภาพลักษณ์และชื่อเสียงของบริษัทฯ ในฐานะผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ชั้นนำของโลก
- ความต้องการพลาสติกแบบดั้งเดิมลดลง จากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ประกอบกับผู้บริโภคหันไปให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีความยั่งยืนมากขึ้น ส่งผลต่อยอดขายและรายได้ของบริษัทฯ
- ความเสี่ยงต่อการสูญเสียพันธมิตรทางธุรกิจและโอกาสในตลาดโลกที่เน้นผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ
- ความท้าทายในการบริหารจัดการวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทานสำหรับ Bioplastics ซึ่งมีข้อจำกัดด้านปริมาณและราคา
การวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์ (Scenario Analysis):
บริษัทฯ ติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ (Megatrends) รวมถึงมาตรการ ข้อกำหนด และกฎหมาย ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ตลอดจนปัจจัยภายนอกอื่นๆ อาทิ พฤติกรรมผู้บริโภค การรับฟังเสียงลูกค้า (Voice of Customer) เพื่อพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และสนับสนุนการกำหนดกลยุทธ์และแผนธุรกิจ
กรอบเวลาการเกิดผลกระทบ (Timeframe):
ระยะกลางถึงระยะยาว (3-10 ปี)
ประเภทของผลกระทบ (Type of Impact):
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ (Economic Impact)
มาตรการรองรับปัจจัยเสี่ยง และโอกาส (Mitigation and Opportunities):
- นำเทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต โดยเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานคาร์บอนต่ำ รวมถึงมีการศึกษาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อาทิ การนำไฮโดรเจนมาใช้เป็นพลังงานในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตให้เป็นไปตามนโยบาย และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น
- ร่วมมือกับสตาร์ทอัพเทคโนโลยี (Tech Startups) และ Venture Capital (VC) ทั่วโลก เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีล้ำสมัย (Emerging Technology) และหาโอกาสการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิต ต่อยอดธุรกิจใหม่และ Megatrends
- ปรับโครงสร้างธุรกิจระยะยาวไปสู่ธุรกิจที่มีมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ (High Value - Low Carbon Business) เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยั่งยืน ผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพ เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน และ เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Chemicals) เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
- ผลักดันและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาสังคม ควบคู่ไปกับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจปิโตรเคมี
- ร่วมมือกับภาคเอกชนผ่านสภาอุตสาหกรรม เพื่อทำความเข้าใจกับภาครัฐในเรื่องผลกระทบของนโยบายต่าง ๆ ที่อาจจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในประเทศ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรงส่งผลให้เกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ (Climate Change Risk)
คำอธิบายความเสี่ยง เหตุและผล (Description Cause and Consequence):
บริษัทฯ เผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ประกอบด้วยทั้ง Physical Risks และ Transition Risks โดย Physical Risks เป็นความเสี่ยงจากผลกระทบโดยตรงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและถี่ขึ้น ได้แก่ ภัยแล้ง น้ำท่วม หรือสภาพภูมิอากาศที่สุดขั้ว เป็นต้น ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจาก Transition Risks ซึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย กฎระเบียบ เทคโนโลยี ที่มุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะการเร่งรัดเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยจากปีพ.ศ 2608 (ค.ศ. 2065) เป็นพ.ศ 2593 (ค.ศ. 2050) ภายใต้ NDC 3.0 ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน ห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิต การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ประเภทความเสี่ยง (Category of Risk):
สิ่งแวดล้อม (Environmental)
แหล่งที่มา (Source of Risk):
ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม (Environmental Factor) และภาวะเศรษฐกิจสังคม(Socioeconomic Factors)
ผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact):
- ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นของสภาพภูมิอากาศ อาจกระทบต่อแหล่งวัตถุดิบ การจำกัดอุปทานของน้ำมันดิบ หรือเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ ส่งผลต่อความต่อเนื่องในกระบวนการผลิตของบริษัทฯ
- การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งกระทบต่อภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือ รวมถึงความสนใจจากนักลงทุน
- ต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทฯ เพิ่มสูงขึ้นจากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ต้นทุนคาร์บอนเครดิต และความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยี ลดการปล่อยมลพิษ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น
- ความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคมากขึ้น ส่งผลต่อความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำมากขึ้น ซึ่งบริษัทฯ จำเป็นต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค
- การผลักดันทั่วโลกให้ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล สินทรัพย์ของบริษัทฯ ที่เชื่อมโยงกับกระบวนการปิโตรเคมีแบบดั้งเดิมอาจมีมูลค่าลดลง
การวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์ (Scenario Analysis):
บริษัทฯ วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก เพื่อระบุผลกระทบสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยใช้การวิเคราะห์สถานการณ์จำลอง (Qualitative and Quantitative Climate-Related Scenario Analysis) ผ่านแบบจำลอง เช่น RCP 2.6, IEA 2DS, IEA B2DS เป็นต้น รวมถึงการการวิเคราะห์สถานการณ์เลวร้ายที่สุด (Worst-case Scenario) เพื่อนำมากำหนดสมมติฐาน ตั้งเป้าหมาย และกำหนดกลยุทธ์ทิศทางการดำเนินธุรกิจให้สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียอย่างเหมาะสม
กรอบเวลาการเกิดผลกระทบ (Timeframe):
ระยะกลางถึงระยะยาว (Medium to Long Term 3-10 Years)
ประเภทของผลกระทบ (Type of Impact):
ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact) / ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ (Ecomomic Impact)
มาตรการรองรับปัจจัยเสี่ยง และโอกาส (Mitigation and Opportunities):
- ลดผลกระทบจากความเสี่ยงของการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Climate Transition Risk) โดยการดำเนินโครงการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ขอบเขต 1 และ 2) ตามกลยุทธ์และเป้าหมาย Net Zero ของบริษัทฯ รวมถึง เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ เช่น โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้พลังงาน โครงการใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานคาร์บอนต่ำ โครงการ CCS และการเสริมสร้างเครือข่ายและความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเร่งพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น
- เตรียมแผนรองรับความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในสถานการณ์ต่างๆ เช่น ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง และผลักดันโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิต ตลอดจนการหาแหล่งน้ำสำรองเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำเพียงพอต่อการเดินเครื่องของโรงงานปัจจุบัน รวมถึง จัดทำแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อรับมือกับภัยพิบัติในสถานการณ์และ Scenario ที่แตกต่างกันไปอย่างสม่ำเสมอ
- จัดทำคู่มือการออกแบบกระบวนการผลิต โรงงาน หรืออาคาร ที่ให้มีการพิจารณาระดับของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิภาคพื้นดินสูงสุดเฉลี่ย ปริมาณน้ำฝนสูงสุดเฉลี่ย ความเร็วลม การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เป็นต้น เพื่อให้กระบวนการผลิตของโรงงาน และอาคารของบริษัทฯ สามารถรองรับความเสี่ยงทางกายภาพได้ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
- ดำเนินการและเปิดเผยข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามมาตรฐาน International Financial Reporting Standards: IFRS S1, IFRS S2 ที่พัฒนาโดย ISSB (International Sustainability Standards Board) เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียรับทราบข้อมูลความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการของบริษัทฯ ให้ผู้มีส่วนได้เสียรับทราบอย่างโปร่งใสและเป็นระบบ