ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน
ความหลากหลายทางชีวภาพ
ระดับผลกระทบ
Impact Materiality : สูง
Financial Materiality : ต่ำ
ผู้มีส่วนได้เสีย
ผู้ถือหุ้น
ภาครัฐ
ชุมชน

SDGs Targets

แนวทางการบริหารจัดการ (Management Approach) GRI 3-3 (2021)

การเสื่อมโทรมของความหลากหลายทางชีวภาพและ ถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ รวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ล้วนมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ สุขภาพ และวิถีชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งมวล บริษัทฯ ตระหนักถึงความเร่งด่วนของความเสี่ยงเหล่านี้ จึงมุ่งมั่นสนับสนุนกรอบการดำเนินงาน Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework (GBF) เพื่อร่วมหยุดยั้งและฟื้นฟูความสูญเสียทางธรรมชาติภายในปี 2573

เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว บริษัทฯ ได้นำแนวทางของ Taskforce on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) มาใช้ในการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยวิเคราะห์ทั้งผลกระทบและการพึ่งพาธรรมชาติ (Impacts & Dependencies) การดำเนินการตามมาตรฐานสากลนี้ช่วยให้บริษัทฯ สามารถระบุและประเมินความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสำหรับการเปิดเผยข้อมูลตามข้อแนะนำของ TNFD เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานที่คำนึงถึงความยั่งยืนของระบบนิเวศและเศรษฐกิจในระยะยาว

หลักการบรรเทาผลกระทบตามลำดับขั้น (Mitigation Hierarchy Principle)

  • หลีกเลี่ยง (Avoid) – บริษัทฯ มุ่งมั่นในการหลีกเลี่ยงการดำเนินธุรกิจในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางความหลากหลายทางชีวภาพ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านนโยบาย QSHEB ซึ่งครอบคลุม การประเมิน EIA การบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพ การบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และขยายมาตรการลดความเสี่ยงไปยังห่วงโซ่อุปทาน เพื่อบรรลุเป้าหมาย ไม่สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพสุทธิ (No Net Loss : NNL) ผลกระทบเชิงบวกสุทธิ (Net Positive Impact : NPI) และไม่แปรสภาพพื้นที่ป่า (No Gross Deforestation)
  • ลดผลกระทบ (Minimize) – บริษัทฯ มีระบบบริหารสิ่งแวดล้อมที่ตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม มุ่งเน้นพื้นที่สำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ร่วมมือกับภาครัฐและนิคมอุตสาหกรรม ติดตามผลผ่านตัวชี้วัดต่าง ๆ เช่น การใช้น้ำ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปล่อยมลพิษ เป็นต้น พร้อมบูรณาการความเสี่ยงด้านธรรมชาติในกระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กร (ERM) และพัฒนาโครงการต่าง ๆ ได้แก่ Eco-design และพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ
  • ฟื้นฟู (Restore) – บริษัทฯ มุ่งเน้นการฟื้นฟูระบบนิเวศและการอนุรักษ์ผ่านโครงการการจัดการน้ำ ได้แก่ โครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศในทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับองค์กรต่าง ๆ เช่น โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลชายฝั่งระยอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นฟูระยะยาว 10 ปี นอกจากนี้ ยังมีการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ ทั้งการจัดการทรัพยากรน้ำและความเสี่ยงจากน้ำท่วม เพื่อลดผลเสียจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและมลพิษที่กระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ชดเชย (Offset) – บริษัทฯ ขยายโครงการปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ โดยดำเนินโครงการที่ขับเคลื่อนด้วยธรรมชาติ (NbS) ผ่านการปลูกป่า 8,600 เอเคอร์ร่วมกับภาครัฐ เอกชน และชุมชน นอกจากนี้ยังร่วมมือกับพันธมิตรในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี CCS, CCUS และการลงทุนผ่านการร่วมทุนขององค์กร (CVC)

บริษัทฯ มุ่งมั่น ปฏิบัติตามข้อกำหนด และติดตามการดำเนินงานของตนเองและคู่ค้า เพื่อสร้างความมั่นใจว่าบริษัทฯ มีการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการบูรณาการคุณค่า ทั้งนี้ บริษัทฯ คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ และได้นำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการตัดสินใจทางธุรกิจ ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้บูรณาการและสื่อสารเกี่ยวกับการบรรเทาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการตัดไม้ทำลายป่าครอบคลุมทั้งกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทฯ และกิจกรรมกับองค์กรภายนอก

ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อความหลากหลายทางชีวภาพสุทธิ (No Net Loss – NNL) ภายใต้ขอบเขตที่สามารถจัดการได้ รวมถึงมีการส่งเสริมให้การดำเนินโครงการทั้งในปัจจุบันและอนาคต มีการสร้างผลกระทบเชิงบวกสุทธิ (Net Positive Impact) สำหรับกรณีที่เป็นไปได้ อีกทั้งยังสนับสนุนให้คู่ค้าทางตรง (Tier-1 Supplier) และหุ้นส่วนทางธุรกิจ (Business Partners) ดำเนินธุรกิจโดยปราศจากผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้สุทธิ (No Net Deforestation) และผลักดันให้บริษัทฯ ดำเนินกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า (No Gross Deforestation) เพื่อการดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายสำหรับความมุ่งมั่นและการดำเนินงานทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ Net Zero (Compensation-Driven) โดยตั้งเป้าหมายชดเชยคาร์บอน 1 ล้านตันด้วย Nature-Based Solutions ภายในปี 2593

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดทำข้อกำหนดเพื่อบริหารจัดการประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ในนโยบายคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม และความต่อเนื่องทางธุรกิจ และคำแสดงเจตจำนงด้านการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพของบริษัทฯ และความมุ่งมั่นในการไม่ตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งออกโดยคณะกรรมการบริษัทฯ

ความร่วมมือกับเครือข่ายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Engagement and Collaboration with the Biodiversity Network)

บริษัทฯ ร่วมมือกับ ชุมชน หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา และองค์กรเอกชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชน สังคม มุ่งเน้น Value-based CSR ซึ่งประกอบด้วยสามกลยุทธ์หลัก คือ Better Living Better Sharing และ Better Ecology โดยเชื่อมโยงกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) พร้อมขยายการดำเนินงานสนับสนุนด้าน ESG ของบริษัทฯ รวมถึงการบริหารจัดการกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียอย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัทฯ มุ่งมั่นรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อนุรักษ์ธรรมชาติและสร้างประโยชน์ให้ชุมชนท้องถิ่น โดยส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมในการสร้างรายได้และพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว พร้อมสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ผ่านโครงการต่าง ๆ ได้แก่ โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลตามแนวชายฝั่งระยอง (Marine Resource Conservation along the Rayong Coastline Project) เพื่ออนุรักษ์วิถีการทำประมงเรือเล็กพื้นบ้าน ฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยให้สัตว์น้ำ โครงการฟื้นป่า รักษ์น้ำ เขาห้วยมะหาด บนพื้นที่ 2,500 ไร่ มุ่งเน้นการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว และความหลากหลายทางชีวภาพ โครงการพัฒนาสวนป่านิเวศอ่อนนุช “ยิ่งปลูก ยิ่งดี” (The More You Plant, the Better) บนพื้นที่ 55 ไร่ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่เทกองขยะ ของกรุงเทพมหานคร โดยเป็นการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศโดยรอบ , นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ดำเนินโครงการปลูกป่าเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรในพื้นที่ต่างๆ ประกอบด้วย โครงการปลูกป่าชายเลน ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง บนพื้นที่ 3,612.55 ไร่ ในจังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี และกระบี่ โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง บนพื้นที่ 15,000 ไร่ โครงการปลูกป่า บนพื้นที่ 11.84 ไร่ ภายใน GC Campus จ.ระยอง รวมพื้นที่ดำเนินการทั้งหมด 18,624.39 ไร่ ซึ่งในปี 2050 จะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ 0.088 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

อีกทั้ง บริษัทฯ ยังคงสานต่อในเรื่อง Circular Economy ผ่านโครงการ Community Waste Model เพื่อขยายผลการเป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการขยะรีไซเคิลในชุมชนอย่างถูกวิธี ส่งเสริมให้ชุมชนจัดตั้งศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิลชุมชน (Community Waste Hub) ซึ่งในปี 2568 สามารถจัดเก็บขวดพลาสติก PET และ HDPE ได้มากกว่า 330 ตัน นอกจากนี้ GC ยังร่วมกับพันธมิตรอื่นๆ ทั้งหน่วยงานราชการ และบริษัทคู่ค้า อาทิ เทศบาลตำบลคลองตำหรุ จ.ชลบุรี และ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด (SPBT) เป็นต้น ในการขยายผลโมเดลการบริหารจัดการขยะ รีไซเคิล โดยใช้รูปแบบการพัฒนาและการลงทุนร่วมกัน

จากการที่บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เชิงพาณิชย์เป็นรายแรกของไทย โดยการนำน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) มาเป็นวัตถุดิบในการผลิตนั้น บริษัทฯ ได้เล็งเห็นถึงโอกาสในการบริหารจัดการ UCO ร่วมกับชุมชนและหน่วยงานต่างๆ จึงได้ริเริ่มโครงการ “จากครัว…สู่เครื่อง” เพื่อสร้างความตระหนักในการจัดการ UCO อย่างเป็นระบบ สร้างรายได้จากการจำหน่าย UCO และตอกย้ำภาพลักษณ์ขององค์กรในการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้วย

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังร่วมมือกับชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย ดำเนินโครงการปลูกป่าเพื่อเสริมความหลากหลายทางชีวภาพและศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน ภายใต้แนวทาง Compensation-driven เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจในท้องถิ่นและดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ความร่วมมือกับเครือข่ายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

องค์กร / หน่วยงานภายนอก ความร่วมมือกับเครือข่ายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สนับสนุนและให้ความร่วมมือในการใช้พื้นที่ชายฝั่งและจัดกิจกรรมร่วมกับชุมชนท้องถิ่น

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.)

ชมรมคนรักษ์ป่า ชากลูกหญ้า-ห้วยมะหาด

ร่วมลงนามความร่วมมือในการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ป่าเขาห้วยมะหาดระยะเวลา 10 ปี (ปี 2556 – 2566) โดยมีพื้นที่ ดำเนินโครงการ 2,500 ไร่
ชุมชนท้องถิ่นบ้านฉาง ความร่วมมือในการดำเนินโครงการ ปลูกป่านิเวศ ระยองวนารมย์ ภายใต้การดูแลของบริษัทฯ

สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ร่วมพัฒนาพื้นที่เทกองขยะเดิมบริเวณศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช บนพื้นที่ 55 ไร่ ให้เป็นพื้นที่สีเขียว ภายใต้โครงการปลูกต้นไม้ “ยิ่งปลูก ยิ่งดี”
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ความร่วมมือดำเนินโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต เป็นการส่งเสริมความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนให้มีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เข้าร่วมการประชุมกลุ่มย่อยภายใต้โครงการ Global Biodiversity Framework Early Action Support โดยมีผสานงานร่วมกันในการให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเป้าหมายระดับชาติ และกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ ฉบับที่ (NBSAP) พร้อมขับเคลื่อน OECMs เพื่อเตรียมดำเนินการอย่างเร่งด่วน นำไปสู่การลงมือปฏิบัติภายใต้กรอบความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลกคุนหมิง-มอนทรีออล โครงการนี้ริเริ่มโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และที่ปรึกษาที่ร่วมกันดำเนินโครงการ GBF-EAS และสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN)
พันธมิตรภาครัฐ องค์กรชั้นนำ และภาคประชาชน ระบบบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้วแบบครบวงจร ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมกันสร้างคุณค่าจากพลาสติกใช้แล้วอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด "YOUเทิร์น - เริ่มต้นจากคุณ"

เทศบาลตำบลคลองตำหรุ จ.ชลบุรี

บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด (SPBT)

โครงการ Community Waste Model (CWM) ของ GC เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ในปี 2565 ที่ชุมชนวัดชากลูกหญ้า จังหวัดระยอง จนกลายเป็นโมเดลความสำเร็จที่ขยายตัวไปทั่วประเทศ ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา (2563-2568) ปัจจุบันแบรนด์ชั้นนำอย่าง Pepsi, Coca-Cola, Ichitan และ Sprinkle ต่างหันมาใช้ขวด rPET ของ ENVICCO

บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีระยอง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดระยอง

บริษัทฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จึงได้ริเริ่มโครงการ “จากครัว...สู่เครื่อง” เพื่อประสานความร่วมมือกับพันธมิตรต่างๆ โดยสนับสนุนองค์ความรู้ ส่งเสริมการรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วอย่างเป็นระบบ ช่วยลดปัญหาการจัดการน้ำมันพืชใช้แล้วอย่างไม่ถูกวิธีซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่โดดเด่น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้อนุรักษ์และส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพผ่านโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมมากมาย โดยโครงการทั้งหมดดำเนินการตามหลักการบรรเทาผลกระทบตามลำดับขั้น (Mitigation Hierarchy Principle)

ลดผลกระทบ (Minimize)

โครงการเทิร์นชีวิตให้ขยะพลาสติกใช้แล้วกลับมาสร้างคุณค่ากับ GC YOUเทิร์น

“GC YOUเทิร์น" คือระบบบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้วแบบครบวงจร ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมกันสร้างคุณค่าจากพลาสติกใช้แล้วอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด "YOUเทิร์น - เริ่มต้นจากคุณ" GC ร่วมมือกับพันธมิตรภาครัฐ องค์กรชั้นนำ และภาคประชาชน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำพลาสติกใส PET และพลาสติกขุ่น HDPE ที่ใช้แล้ว มายังจุดรับพลาสติกสะอาดของพันธมิตร GC YOUเทิร์น เพื่อคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง รวบรวมและขนส่งไปยัง ENVICCO โรงงานรีไซเคิลระดับโลกของ GC หรือโรงงานรีไซเคิลพันธมิตรที่ได้มาตราฐาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้าง "Loop Connecting" หรือการเชื่อมโยงวงจรการจัดการพลาสติกอย่างครบวงจร

โครงการ GC YOUเทิร์น
โครงการร่วมมือพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงกับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

บริษัทฯ ร่วมมือกับ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยั่งยืน เช่น ถังน้ำจากเรซินพลาสติกที่ทนทานและประหยัดพลังงาน และสีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผลิตจากส่วนผสมธรรมชาติ ปราศจากสารประกอบอินทรีย์ระเหย (VOCs) ที่เป็นอันตราย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน

โครงการ Community Waste Model ขยายผลการเป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการขยะรีไซเคิล ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรอื่น อาทิ เทศบาลตำบลคลองตำหรุ จ.ชลบุรี และ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด (SPBT)

โครงการ Community Waste Model (CWM) ของ GC เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ในปี 2565 ที่ชุมชนวัดชากลูกหญ้า จังหวัดระยอง จนกลายเป็นโมเดลความสำเร็จที่ขยายตัวไปทั่วประเทศ ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา (2563-2568) โครงการ CWM สามารถนำขวดพลาสติก PET และ HDPE ใช้แล้ว กว่า 1,270 ตัน ออกจากระบบฝังกลบ และนำไปรีไซเคิลที่โรงงาน ENVICCO ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 2,400 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ความสำเร็จของโมเดลนี้ได้สร้าง "แรงบันดาลใจ" ให้กับพันธมิตรในห่วงโซ่ธุรกิจอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันแบรนด์ชั้นนำอย่าง Pepsi, Coca-Cola, Ichitan และ Sprinkle ต่างหันมาใช้ขวด rPET ของ ENVICCO นอกจากนี้ องค์กรระดับประเทศและต่างประเทศ อาทิ Suntory PepsiCo ได้นำโมเดล CWM ไปใช้ในที่ อบต.มาบยางพร จ.ระยอง นอกจากนี้ ยังมี WHA และ AMATA ซึ่งกำลังศึกษาเพื่อนำไปปรับใช้ต่อไป โดย GC ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาในการดำเนินงาน เพื่อเร่งให้เกิดการใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้ขยายผลในวงกว้าง

โครงการ “จากครัว…สู่เครื่อง” นำน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) มาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน

GC ในฐานะผู้ผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เชิงพาณิชย์รายแรกของประเทศไทยเมื่อต้นปี 2568 โดยใช้นวัตกรรมเปลี่ยน "น้ำมันพืชใช้แล้ว" ให้เป็นพลังงานสะอาดตามมาตรฐานสากล ISCC CORSIA ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 85% เมื่อเทียบกับน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050

ในการนี้ บริษัทฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จึงได้ริเริ่มโครงการ “จากครัว...สู่เครื่อง” เพื่อประสานความร่วมมือกับพันธมิตรต่างๆ โดยสนับสนุนองค์ความรู้ ส่งเสริมการรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วอย่างเป็นระบบ ช่วยลดปัญหาการจัดการน้ำมันพืชใช้แล้วอย่างไม่ถูกวิธีซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value) ระหว่างภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยผลการดำเนินงานตั้งแต่เดือนสิงหาคม - ธันวาคม 2568 สามารถรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้ว 14.81 ตัน นำไปผลิต SAF ได้ 3.7 ตัน สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน 399,772.80 บาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 11,911.75 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

นอกจากนี้ GC ยังได้ร่วมกับบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีระยอง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด และสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดระยอง ขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมทั้ง 8 อำเภอในจังหวัดระยอง พร้อมทั้งขยายความร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อเพิ่มจุดรวบรวม UCO ในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่


ฟื้นฟู (Restore)

โครงการฟื้นป่า รักษ์น้ำ เขาห้วยมะหาด

บริษัทฯ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) และชมรมคนรักษ์ป่า ชากลูกหญ้า-ห้วยมะหาด เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ 2,500 ไร่ บนเขาห้วยมะหาด จังหวัดระยอง มุ่งฟื้นฟูป่าต้นน้ำ เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชน ตลอดจนส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพ

ปัจจุบัน พื้นที่ปลูกป่าดังกล่าวสามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ 32,807 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และได้รับการรับรองจากโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme: LESS) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในปี 2563 โดยจากระยะเวลาการดำเนินงาน 10 ปี มีการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ พบว่ามีพรรณไม้จำนวนทั้งสิ้น 146 ชนิด สัตว์และแมลงจำนวน 463 ชนิด และตลอดการดำเนินงานสามารถสร้างรายได้สู่ชุมชนผ่านการจ้างงาน รวมทั้งการสนับสนุนสินค้าและบริการของชุมชนในพื้นที่เป็นมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท

โครงการฟื้นป่า รักษ์น้ำ เขาห้วยมะหาด
โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลตลอดแนวชายฝั่งระยอง

โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลตลอดแนวชายฝั่งระยอง เพื่อคืนความสมบูรณ์ และสมดุลของระบบนิเวศ สร้างความยั่งยืนแก่ท้องทะเลระยอง เนื่องจากสำหรับคนพื้นเพระยองแล้ว การทำประมงเรือเล็กพื้นบ้าน คือ อาชีพดั้งเดิมที่สอดคล้องกับภูมิประเทศที่มีชายฝั่งทะเลอันอุดมสมบูรณ์ บริษัทฯ จึงจัดกิจกรรมของโครงการฯ ให้ครอบคลุมในหลายมิติ เพื่อสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพทั้งทางบกและทางทะเล

  • สร้างแหล่งอาศัยสัตว์ทะเล ด้วยซั้งกอ

    สร้างแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลชายฝั่ง ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ทะเลตลอดแนวชายฝั่งจังหวัดระยอง โดยทำซั้งกอ และแนวกั้นเขตอนุรักษ์ทรัพยากรประมง ซึ่งสอดคล้องเป้าหมายการพัฒนายั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ เป้าหมายที่ 14 รักษ์ชีวิตใต้น้ำ (Life below water)

    การดำเนินโครงการและผลสัมฤทธิ์:

    จัดทำซั้งกอร่วมกับกลุ่มประมง 34 กลุ่ม จำนวนซั้ง 450 กอง

  • ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ

    บริษัทฯ ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ทะเลระยอง เช่น ปลากะพง กุ้งกุลาดำ ปูม้า เป็นต้น

    การดำเนินโครงการและผลสัมฤทธิ์:

    ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำร่วมกับกลุ่มประมงจำนวนกว่า 16 กลุ่ม เป็นประเภทปลา กุ้ง ปู รวมแล้วมากกว่า 50 ล้านตัว


ชดเชย (Offset)

โครงการพัฒนาสวนป่านิเวศอ่อนนุช

บริษัทฯ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่เทกองขยะเดิม ครอบคลุมพื้นที่ 55 ไร่ บริเวณศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช กรุงเทพฯ ให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวในรูปแบบ 'ป่าเชิงนิเวศ' โดยดำเนินการปลูกต้นไม้บนพื้นที่เทกองขยะเดิมตามหลักวิชาการ โดยผู้เชี่ยวชาญจากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โครงการปลูกป่าครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบจากมลพิษต่าง ๆ แต่ยังเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น จากการดำเนินงานระยะเวลา 3 ปี โครงการได้ปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 45,000 ต้น สำรวจพบพรรณไม้จำนวน 79 ชนิด สัตว์และแมลงจำนวน 158 ชนิด โดยพื้นที่ป่าเชิงนิเวศแห่งนี้มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนได้ 165 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และปลดปล่อยออกซิเจน 120 ตันต่อปี สอดคล้องกับนโยบายการจัดการความยั่งยืนทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ของบริษัทฯ รวมทั้งยังสนับสนุนนโยบายของกรุงเทพมหานครในการเพิ่มพื้นที่ป่าในเมืองอีกด้วย

โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต

บริษัทฯ ร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดำเนินโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต เป็นการส่งเสริมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนให้มีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤตโลกร้อนในปัจจุบัน

โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ตราด จันทบุรี เพชรบุรี และกระบี่ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 3,600 ไร่ โดยคาดว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวจะกักเก็บคาร์บอนได้ ประมาณ 4,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี อีกทั้งยังส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศป่าชายเลน อันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและพันธุ์พืชพื้นถิ่น ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความสมดุลของธรรมชาติ โดยมีการศึกษาข้อมูลพื้นฐานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ พบว่ามีพรรณไม้จำนวน 102 ชนิด สัตว์จำนวน 113 ชนิด และแมลงจำนวน 36 ชนิด โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สนับสนุนการชดเชยคาร์บอน (Offsetting) โดยคาร์บอนเครดิตจากแหล่งกักเก็บธรรมชาติ (Nature-based Solutions) ตอบโจทย์ความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการเดินหน้าสู่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 ภายในปี 2573 และมุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 อย่างมั่นคง

โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

บริษัทฯ ร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ (Mae Fah Luang Foundation under Royal Patronage) ดำเนินโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนดูแลรักษาป่า พร้อมกับพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างชุมชนเข้มแข็ง โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ รับผิดชอบการดำเนินงานทั้งหมดของโครงการ รวมถึงการจ้างงานชุมชนในพื้นที่เพื่อดูแลป่าที่ได้รับการจัดสรรจากภาครัฐ รวมถึงสนับสนุนการวางระบบวัดและประเมินการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (คาร์บอนเครดิต) และดำเนินการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตในโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) หรือ T-VER และจัดสรรคาร์บอนเครดิตให้แก่ภาคเอกชนที่เป็นผู้พัฒนาโครงการ

บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่า เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ระยะที่ 3 ประจำปี 2566 จำนวน 5,000 ไร่ และระยะที่ 4 ประจำปี 2567 จำนวน 10,000 ไร่ โดยมีระยะเวลานับคาร์บอนเครดิตเป็นเวลา 3 ปี พร้อมการันตีคาร์บอนเครดิตขั้นต่ำ 13,500 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เป็นการตอบโจทย์ความมุ่งมั่นในการเดินหน้าสู่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 ภายในปี 2573 และมุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 อย่างมั่นคง