บริษัทฯ จัดทำโครงการต่างๆ ที่สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ขอบเขต 1 และ 2) เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยมุ่งเน้นที่การขับเคลื่อนสองด้านดังนี้

  • Efficiency-driven: การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยการนำเทคโนโลยีที่ช่วยการลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาใช้ในกระบวนการผลิต พร้อมทั้งเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานคาร์บอนต่ำ
  • Compensation-driven: การกักเก็บและชดเชยคาร์บอนเพื่อบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือจากกระบวนการผลิตและการดำเนินธุรกิจ ด้วยการพัฒนาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เพื่อดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ควบคู่กับการชดเชยผ่านการดูดซับคาร์บอนด้วยวิธีธรรมชาติ (Nature-based Solutions)

จากการดำเนินงานผ่านโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่หลากหลายส่งผลให้บริษัทฯ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้ดังนี้

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสม 2565 - 2568

ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

การมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียเพื่อสนับสนุนแผนการเปลี่ยนผ่าน

การมีส่วนร่วมกับห่วงโซ่คุณค่า (ลูกค้า)

บริษัทฯ ได้ดำเนินการมีส่วนร่วมกับลูกค้ารายสำคัญ ซึ่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของลูกค้าเหล่านี้คิดเป็นสัดส่วนหลักของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 (Scope 3) ที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า (ปลายน้ำ) กล่าวคือ กลุ่มลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์รีไซเคิลหลังการบริโภค (Post-Consumer Recycled: PCR) ของบริษัทฯ โดยลูกค้ากลุ่มนี้ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 ของบริษัทฯ ใน Category 10 และ Category 11 ทั้งนี้ การมีส่วนร่วมดังกล่าวมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสองกลุ่ม ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแนวโน้มการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) รวมถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ร่วมกัน บริษัทฯ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วยการพัฒนาพาเลท (Pallet) จากพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภคชนิด HDPE (PCR HDPE) ที่ได้จากถุงพลาสติกใช้แล้วในครัวเรือน ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 0.18 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อพาเลท ความสำเร็จในการนำพาเลทหมุนเวียนเหล่านี้มาใช้งานจริง ถือเป็นก้าวสำคัญที่เป็นรูปธรรมสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติก และสนับสนุนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งความพยายามเหล่านี้สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 สำหรับ Category 11 บริษัทฯ และลูกค้ามีแผนเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ได้แก่ ไบโอดีเซล (Methyl Ester: B100) และเอทานอล ในกระบวนการผลิตของลูกค้า

การมีส่วนร่วมกับภาครัฐ ภาคสาธารณะ หรือภาคประชาสังคม

บริษัทฯ ในฐานะสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) ทำงานร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการนำร่องระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Trading Scheme: Thailand V-ETS) อันจะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions: NDCs) ภายใต้ความตกลงปารีส โดยบริษัทฯ ให้ข้อมูลด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและองค์ความรู้เฉพาะภาคอุตสาหกรรม สำหรับโครงการนำร่อง Thailand V-ETS ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้ทดสอบนำร่องในโรงงาน 15 แห่ง โดยมีการพัฒนาระบบการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (Measurement, Reporting and Verification: MRV) โดยอ้างอิงตามมาตรฐาน ISO นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) และร่วมจัดทำรายงานการศึกษา (White Paper) เรื่อง "การกำหนดราคาคาร์บอน" (Carbon Pricing) เพื่อผลักดันกลไกการกำหนดราคาคาร์บอนในทุกภาคส่วน บริษัทฯ ได้เข้าร่วมหารือเชิงรุกกับภาครัฐในประเด็นนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อผลักดันโครงการและแนวคิดริเริ่มที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทย สอดคล้องกับเป้าหมาย NDC ของประเทศไทยและความตกลงปารีส อาทิ การหารือเพื่อขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG) ซึ่งมุ่งเน้นประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและความหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรมชีวเคมี รวมถึงโครงการด้านการกำหนดราคาคาร์บอน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้นำกลไกราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Price) มาใช้เป็นเครื่องมือประเมินผลกระทบของโครงการทางธุรกิจจากการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนขับเคลื่อนโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใหม่ ๆ ต่อไป

การประเมินผลกระทบทางสังคมจากแผนการเปลี่ยนผ่าน

บริษัทฯ ตระหนักดีว่าการเปลี่ยนผ่านด้านอุตสาหกรรมและสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ รวมถึงการปรับเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจเศรษฐกิจหมุนเวียนและเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Chemical) ย่อมส่งผลกระทบทางสังคมโดยตรงต่อบุคลากรของบริษัทฯ ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงได้ดำเนินการประเมินผลกระทบดังกล่าว และกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกัน เพื่อบรรเทาผลกระทบเชิงลบและสนับสนุนการปรับตัวของพนักงาน

แนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกัน

  • โครงการพัฒนาทักษะหลัก 5 ด้าน (5 Key Capabilities Program) ปี 2568-2570: โครงการยกระดับทักษะ (Reskilling) ที่เริ่มดำเนินการในปี 2568 ครอบคลุมด้านดิจิทัล นวัตกรรม ความเข้าใจธุรกิจระดับสากล (Global Acumen) การขายและการตลาด และความยั่งยืน (รวมถึงความรู้ความเข้าใจด้านผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ออกแบบมาเพื่อเตรียมความพร้อมให้พนักงานและบรรเทาผลกระทบเชิงลบจากการเปลี่ยนผ่านด้านอุตสาหกรรมและสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ
  • โครงการช่วยเหลือพนักงานที่เกษียณอายุและพ้นสภาพการเป็นพนักงาน (Transition Program for Retiring and Terminated Employees) และโครงการเส้นทางสู่การเกษียณอย่างมีความสุข (Happy Retirement Journey Program): การสนับสนุนอย่างเป็นระบบสำหรับพนักงานที่ต้องออกจากองค์กรอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงบทบาทงานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่าน
  • โครงการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัล (Digital Transition Program) และ dEX | SPARK (โครงการด้านวิทยาการข้อมูลและวิศวกรรม): การเสริมสร้างศักยภาพให้พนักงานที่ปรับเปลี่ยนไปสู่บทบาทงานที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและข้อมูล
  • โครงการเร่งพัฒนาผู้นำ (Leadership Acceleration Program) และโครงการพัฒนาผู้นำ (Leadership Development Program): การพัฒนาศักยภาพเฉพาะกลุ่มสำหรับกลุ่ม Talent และผู้สืบทอดตำแหน่ง (Successor) เพื่อรักษาความต่อเนื่องด้านภาวะผู้นำตลอดช่วงการเปลี่ยนผ่าน
  • PI-ChEPS (โครงการฝึกอบรมด้านการเพิ่มผลิตภาพและการสร้างสรรค์นวัตกรรม): การยกระดับทักษะเชิงเทคนิคบนพื้นฐานวิศวกรรมเคมีในทางปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนพนักงานให้ปรับตัวเข้ากับข้อกำหนดด้านการดำเนินงานที่เปลี่ยนแปลงไป
  • โครงการดังกล่าวครอบคลุมทั้งพนักงานประจำและพนักงานสัญญาจ้าง ขยายขอบเขตการคุ้มครองให้ครอบคลุมมากกว่าพนักงานประจำเพียงกลุ่มเดียว