กลยุทธ์และเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
| ผู้มีส่วนได้เสีย | ผลกระทบ | ห่วงโซ่อุปทาน |
|---|---|---|
|
ผู้ถือหุ้น
|
ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) กระบวนการผลิต (Operations) | |
|
หุ้นส่วนทางธุรกิจ
|
กระบวนการผลิต (Operations) ผลิตภัณฑ์ และบริการ (Products/Services) | |
|
ลูกค้า
|
กระบวนการผลิต (Operations) | |
|
นักลงทุน
|
กระบวนการผลิต (Operations) ผลิตภัณฑ์ และบริการ (Products/Services) | |
|
ชุมชน
|
กระบวนการผลิต (Operations) ผลิตภัณฑ์ และบริการ (Products/Services) | |
|
ภาครัฐ
|
ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) กระบวนการผลิต (Operations) | |
|
พนักงาน
|
กระบวนการผลิต (Operations) |
SDGs Targets
| เป้าหมายระยะยาว | 2568 | ||
|---|---|---|---|
| เป้าหมาย | ผลการดำเนินงานเทียบเป้าหมาย | ||
| การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ |
|
|
|
หมายเหตุ:
★ ดัชนีชี้วัดความสำเร็จของผู้บริหารองค์กร (Executive KPI and Compensation Metric)
* การดำเนินงานในปี 2568 ของโครงการทั้งหมดที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2565 โดยคำนวณอ้างอิงตามแผนธุรกิจของบริษัทฯ ณ ปีที่โครงการเริ่มดำเนินการ
** บริษัทฯ ดำเนินการปรับแนวทางการคำนวณผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก อันเนื่องมาจากบริษัทฯ ได้ดำเนินการทบทวนเป้าหมายในปี 2568 จากเป้าหมายเดิมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ขอบเขต 1 และ 2) ร้อยละ 20 ภายในปี 2573 เป็นมากกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2578 ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของกลุ่ม ปตท. ทำให้เป้าหมายและผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกได้รับการทบทวนและปรับให้สอดคล้องกัน
ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ (Challenges and Opportunities)
การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ นับเป็นปัญหาสำคัญที่ได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วนทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เนื่องจากเป็นความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ เช่น อากาศร้อนจัด น้ำท่วม ภัยแล้ง และภาวะขาดแคลนน้ำ รวมถึงความเสี่ยงเปลี่ยนผ่านจากการบังคับใช้กฎหมาย ส่งผลต่อต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งในด้านการผลิต การเข้าถึงวัตถุดิบ และการปรับตัวตามข้อกำหนด บริษัทฯ ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจทั้งภายในและภายนอกองค์กร จึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุน ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สร้างความน่าเชื่อถือต่อนักลงทุน สอดคล้องกับพันธสัญญาระดับประเทศและเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ [E
เหตุผลและผลกระทบทางธุรกิจ (Business Case, Business Impact: Risk/ Cost / Revenue)
เหตุผลสำคัญที่ธุรกิจต้องให้ความสำคัญในกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดการพลังงานมีความสำคัญต่อบริษัทฯ เนื่องจากเป็นความท้าทายระดับโลกที่ส่งผลกระทบ ต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ทั้งความเสี่ยง ทางกายภาพ อาทิ น้ำท่วม ภัยแล้ง การเกิดพายุรุนแรง รวมถึงความเสี่ยงในการเปลี่ยนผ่านจากการบังคับใช้ กฎหมาย ส่งผลต่อต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งในด้านการผลิต การเข้าถึงวัตถุดิบ และการปรับตัวตามข้อกำหนด ดังนั้น การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกที่มีประสิทธิภาพ จึงเป็นทั้งการลดความเสี่ยงด้านต้นทุน ตอบสนอง ความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สร้างความน่าเชื่อถือต่อนักลงทุน สอดคล้องกับ พันธสัญญาระดับประเทศและเป้าหมายการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ รวมทั้งเป็นโอกาสในการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ ด้วยเทคโนโลยีใหม่
เพื่อสนองตอบต่อความเสี่ยงทางกายภาพด้านสภาพภูมิอากาศ (Physical Risks) |
เตรียมความพร้อมรับมือความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาทิ อุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อป้องกันการหยุดชะงักของการผลิต โดยดำเนินการป้องกันภายในองค์กร ร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสีย และประเมินความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายลดการใช้น้ำ |
|---|---|
เพื่อสนองตอบต่อความเสี่ยงในการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ (Transition Risks) |
ปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำและพลังงานทดแทน และดำเนินโครงการกักเก็บและชดเชยคาร์บอน เพื่อลดผลกระทบด้านต้นทุนที่อาจสูงขึ้นจากกลไกราคาคาร์บอน เนื่องจากลักษณะธุรกิจที่ต้องใช้พลังงานสูง |
เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ (Opportunities) |
ขยายโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มรายได้ ผ่านการลงทุนกลุ่มธุรกิจที่มีมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ (High Value-Low Carbon Business) และพัฒนาผลิตภัณฑ์ยั่งยืน เพื่อต้องสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม |
แนวทางการบริหารจัดการ (Management Approach) GRI 3-3 (2021)
ความมุ่งมั่น (Commitment)
บริษัทฯ มุ่งมั่นบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยบริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในขอบเขต 1 และ 2 ภายในปี 2593 ซึ่งขับเคลื่อนการดำเนินงานด้วย 3 แนวทาง ได้แก่ 1) การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Efficiency-Driven) 2) การปรับโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว (Portfolio-Driven) อาทิ การลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่มีมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ (High Value-Low Carbon Business) และ 3) การกักเก็บและชดเชยคาร์บอน (Compensation-Driven) พร้อมทั้งมุ่งสำรวจโอกาสในการพัฒนาธุรกิจด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
กลยุทธ์และการจัดการ (Business Strategies)
บริษัทฯ กำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามแนวทางของ International Financial Reporting Standards S2 (IFRS S2) - Climate-related Disclosures โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานใน 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Efficiency-driven) ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย การปรับโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว (Portfolio-driven) สู่กลุ่มธุรกิจที่มีมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ (High Value-Low Carbon Business) และการกักเก็บและชดเชยคาร์บอน (Compensation-driven) เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ พร้อมทั้งขยายการดำเนินงานครอบคลุมการลดก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (Scope 3) ตลอดห่วงโซ่คุณค่า
บริษัทฯ มุ่งเน้นการดำเนินตามยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย (Thailand's Long-Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy: LT-LEDS) ควบคู่กับการสร้างการเติบโตทางธุรกิจใหม่ ซึ่งประกอบด้วย 3 กลยุทธ์ ได้แก่
- การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) ผ่านการดำเนินงาน 3 ด้าน คือ
- Efficiency-driven: การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยการนำเทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาใช้ในกระบวนการผลิต พร้อมทั้งเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานคาร์บอนต่ำ
- Portfolio-driven: การปรับโครงสร้างธุรกิจระยะยาวสู่กลุ่มธุรกิจที่มีมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ (High Value-Low Carbon Business)
- Compensation-driven: การกักเก็บและชดเชยคาร์บอนเพื่อบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือจากกระบวนการผลิตและการดำเนินธุรกิจ
- การสร้างการเติบโตในธุรกิจและผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Growth)
- การขับเคลื่อนความยั่งยืนสู่ความเป็นเลิศ (Sustainability Excellence)
แนวทางลดการปล่อยคาร์บอนสู่เป้าหมาย Net Zero
บริษัทฯ ดำเนินการเปิดเผยข้อมูล พัฒนาและบูรณาการณ์ด้านความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจ
บริษัทฯ มีแนวทางการบริหารจัดการและเป้าหมายระยะกลางที่ชัดเจน ในการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ขอบเขต 1 และ 2) มากกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2578 ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในขอบเขต 1 และ 2 ในปี 2593 โดยการดำเนินการนั้นสอดคล้องกับความตกลงปารีส บริษัทฯ ส่งเสริมและผลักดันให้ลูกค้าและคู่ค้ามีส่วนร่วมในการมุ่งไปสู่เป้าหมาย Net Zero ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจผ่านความร่วมมือและการมีส่วนร่วมกับองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุด บริษัทฯ ได้ผนวกรวมการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้าในกรอบการดำเนินงานการมุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ โดยการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนั้น สอดคล้องกับการเป้าหมายความตกลงปารีส และสามารถสร้างแรงผลักดันให้องค์กรบรรลุเป้าหมายการเป็นธุรกิจคาร์บอนต่ำอีกด้วย
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้กำหนดนโยบาย เป้าหมาย และตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPI) ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และสนับสนุนความตั้งใจในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของนานาชาติทั่วโลก ซึ่งเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ มีความสอดคล้องกับเป้าหมายในระดับประเทศและระดับโลก อาทิ เป้าหมายการมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (NDCs) เป้าหมายความตกลงปารีส (Paris Agreement) จากการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (COP26) และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป้าหมายที่ 7 และเป้าหมายที่ 13 ขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) ตลอดจนโครงการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอน หรือ CDP
เป้าหมายที่ 7 คือ พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ (UN SDG 7: Affordable and Clean Energy)
เป้าหมายที่ 13 คือ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UN SDG 13: Climate Action)
บริษัทฯ ดำเนินการวิเคราะห์และป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกที่อาจเกิดขึ้นกับการดำเนินธุรกิจในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ ทั้งนี้บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk) ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบวงกว้างต่อบริษัทฯ และ/หรืออุตสาหกรรมในช่วงระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า โดยนำระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) มาประยุกต์ใช้ในการบริหารและกำหนดแนวทางการบริหารความเสี่ยงและภาวะวิกฤต เพื่อบรรเทาผลกระทบให้อยู่ในระดับที่องค์กรยอมรับได้ ภายใต้กลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ
การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate-related Performance) GRI 305-1 (2016,) GRI 305-2 (2016), GRI 305-3 (2016), GRI 305-4 (2016), GRI 305-5 (2016)
บัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Organizational Greenhouse Gas Inventory)
บริษัทฯ ได้จัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร โดยอ้างอิงวิธีคำนวณตามมาตรฐาน ISO 14064-1:2018, the Greenhouse Gas Protocol, American Petroleum Institute (API 2009), Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) 2006 และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เพื่อใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ และรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศตามแนวทางของ International Financial Reporting Standards S2 (IFRS S2) (Climate-related Disclosures) ซึ่งกำหนดให้เปิดเผยข้อมูลใน 4 ประเด็น คือ 1) การกำกับดูแล (Governance) 2) กลยุทธ์ (Strategy) 3) การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) และ 4) ตัวชี้วัดและเป้าหมาย (Metrics and Targets) และการตอบแบบประเมินด้านการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ภายใต้กรอบการประเมินของสถาบันประเมินความยั่งยืนที่น่าเชื่อถือระดับโลก CDP Climate Change
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ขอบเขตที่ 1 และ 2)
| ผลการประเมิน | เป้าหมายปี 2568 | ||||
|---|---|---|---|---|---|
| 2565 | 2566 | 2567 | 2568 | 2568 | |
| ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) | 8.18 | 7.96 | 7.82 | 7.32 | 8.89 |
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงดำเนินการเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (ขอบเขต 3) ตามแนวทางการประเมิน เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน จำนวนทั้งสิ้น 9 กลุ่มหลัก เพื่อให้การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทานมีประสิทธิภาพ ได้แก่
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ขอบเขต 3) (Greenhouse Gas Emissions (Scope 3)
| กิจกรรม | ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) |
|---|---|
| การซื้อสินค้าและบริการ เช่น การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การใช้น้ำ เป็นต้น | 5,872,136 |
| สินค้าทุน เช่น โรงงาน เครื่องมือ เครื่องจักร เป็นต้น | 121,552 |
| กิจกรรมเกี่ยวกับเชื้อเพลิงและพลังงานซึ่งไม่รวมอยู่ในขอบเขตที่ 1 และขอบเขตที่ 2 | 1,277,531 |
| การขนส่งและการกระจายสินค้าของธุรกิจต้นน้ำ เช่น การขนส่งวัตถุดิบหลักทางท่อ และการซื้อไฟฟ้าผ่านระบบสายส่ง เป็นต้น | 580,966 |
| การขนส่งและการกระจายสินค้าของธุรกิจปลายน้ำ เช่น การขนส่งเม็ดพลาสติก เป็นต้น | 35,726 |
| กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ เช่น การขึ้นรูปผลิตภัณฑ์จากเม็ดพลาสติก เป็นต้น | 3,608,576 |
| การใช้งานผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานและไบโอดีเซล (B100) เป็นต้น | 25,989,989 |
| การจัดการซากของผลิตภัณฑ์ เช่น ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก เป็นต้น | 1,076,756 |
| การลงทุน | 1,593,811 |
การกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing)
บริษัทฯ ได้นำราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Price: ICP) มาพิจารณาผลกระทบด้านคาร์บอนต่อโครงการสำหรับประกอบการตัดสินใจการลงทุนของบริษัทฯ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงการต่าง ๆ ที่บริษัทฯ ลงทุนจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในระยะยาว ทั้งนี้ บริษัทฯ นำ ICP ในรูปแบบ Shadow Price มาใช้ประกอบการพิจารณาการตัดสินใจลงทุนในโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในปัจจุบัน บริษัทฯ มีการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กรไว้เฉลี่ยอยู่ในช่วง 14-113 ดอลลาร์ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า