การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-design)

บริษัทฯ จัดทำแนวทางการออกแบบและหลักเกณฑ์การประเมินการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ โดยนำเกณฑ์การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-Design Criteria) ตามมาตรฐาน ISO 14062 มาใช้ประกอบการพิจารณาการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ และการประเมินคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ดังนี้

ช่วงวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ หลักเกณฑ์การประเมินการออกแบบเชิงนิเวศ
วัตถุดิบสำหรับการผลิต (Raw Materials)
  • สามารถย่อยสลายได้ (Compostable)
  • สามารถแตกสลายได้ (Degradable)
  • มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน (Extended Life Product)
  • พลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ (Recovered Energy)
  • สามารถแปรสภาพใช้ใหม่ได้ (Recyclable)
  • มีส่วนประกอบจากวัสดุรีไซเคิล (Recycle Content)
  • ลดการใช้พลังงานและน้ำ (Reduced Energy and Water Consumption)
  • ลดการใช้ทรัพยากร (Reduced Resource Use)
  • สามารถใช้ซ้ำได้ (Reusable)
  • สามารถเติมใหม่ได้ (Refillable)
  • ลดของเสีย (Waste Reduction)
  • วัสดุหมุนเวียน (Renewable Material)
  • การใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG emission)
การขนส่ง (Transportation)
  • ลดการใช้พลังงาน (Reduced Energy Consumption)
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG emission)
กระบวนการผลิต (Production)
  • พลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ (Recovered Energy)
  • ลดการใช้ทรัพยากร (Reduced Resource Use)
  • ลดของเสีย (Waste Reduction)
  • การใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG emission)
การใช้งาน (Use Phase operation and servicing maintenance)
  • มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน (Extended Life Product)
  • สามารถแปรสภาพใช้ใหม่ได้ (Recyclable)
  • สามารถใช้ซ้ำได้ (Reusable)
  • สามารถเติมใหม่ได้ (Refillable)
  • ลดของเสีย (Waste Reduction)
การจัดการผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุการใช้งาน (End of Life Management)
  • สามารถย่อยสลายได้ (Compostable)
  • สามารถแตกสลายได้ (Degradable)
  • สามารถแปรสภาพใช้ใหม่ได้ (Recyclable)
  • ลดของเสีย (Waste Reduction)

บริษัทฯ มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า พร้อมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ ผ่านการลดการใช้วัตถุดิบ การลดการใช้พลังงาน การใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ การใช้พลังงานหมุนเวียน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA)

บริษัทฯ ประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตลอดวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment: LCA) ตามมาตรฐาน ISO 14040 และ ISO 14044 โดยแบ่งวิธีการประเมินเป็น 3 แนวทาง ได้แก่

  1. การประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์แบบเต็มรูปแบบ (Full LCA) ซึ่งมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ การกำหนดวัตถุประสงค์และขอบเขตของการประเมิน (Goal and Scope Definition) การจัดทำบัญชีรายการวัฏจักรชีวิต (Inventory Analysis) การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Impact Assessment) และ การแปรผลการศึกษา (Life Cycle Interpretation)
  2. การประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์แบบง่าย (Simplified LCA/Screening LCA) โดยใช้ข้อมูลพื้นฐานและเน้นเฉพาะมิติที่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมีนัยสำคัญ อาทิ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้รวดเร็วและใช้ทรัพยากรน้อยลง
  3. การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ด้วยวิธีอื่น ได้แก่ การจัดทำบัญชีการไหลของวัสดุ (Material Flow Accounting)
การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตลอดวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment: LCA) 2565 2566 2567 2568
แบบเต็มรูปแบบ (Full LCA) (ร้อยละ) 4 4 4 5
แบบง่าย (Simplified LCA/Screening LCA) 54 63 63 67
แบบจัดทำบัญชีการไหลของวัสดุ (Material Flow Accounting) 42 33 33 28

ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้รับการรับรองฉลากสิ่งแวดล้อม ได้แก่ เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) เครื่องหมายลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ หรือฉลากลดโลกร้อน (Carbon Footprint Reduction: CFR) และเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์เศรษฐกิจหมุนเวียน (Carbon Footprint of Circular Economy Product: CE-CFP) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) รวมถึงมีการประเมินการใช้น้ำและประสิทธิภาพการใช้น้ำทั้งทางตรงและทางอ้อมของกระบวนการผลิต หรือวอเตอร์ฟุตพรินต์ (Water Footprint) ตามมาตรฐาน ISO 14046 และประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment) ตามมาตรฐาน ISO 14040 และ ISO 14044

โดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้ขอรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์กลุ่มชีวภาพที่ผลิตจากการนำน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มเคมีชีวภาพ (Bio-Chemicals) และพลาสติกชีวภาพ (Bio-Polymers) มูลค่าสูง ได้แก่ ไบโอเอทิลีน (Bio-Ethylene) ไบโอโพรพิลีน (Bio-Propylene) และ ไบโอบิวทาไดอีน (Bio-Butadiene)