โครงการความรับผิดชอบต่อสังคม
บริษัทฯ ดำเนินโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมและโครงการที่เป็นประโยชน์อื่นๆ ภายใต้ CSR Master Programs ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความสมดุลด้าน 2E1S และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
โครงการและกิจกรรมเพื่อสังคมในปี 2568
จำนวนกิจกรรมและโครงการเพื่อสังคม
โครงการ
จำนวนจังหวัดที่ได้เข้าไปดำเนินกิจกรรมและโครงการเพื่อสังคม
จังหวัด
จำนวนชุมชนที่ได้รับการพัฒนาจากโครงการและกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม
ชุมชน
| ผลลัพธ์จากกิจกรรมและโครงการเพื่อสังคม | ปี 2565 | ปี 2566 | ปี 2567 | ปี 2568 |
|---|---|---|---|---|
| จำนวนกิจกรรมและโครงการเพื่อสังคม | 372 โครงการ | 96 โครงการ | 155 โครงการ | 127 โครงการ |
| จำนวนจังหวัดที่ได้เข้าไปดำเนินกิจกรรมและโครงการเพื่อสังคม | 12 จังหวัด | 13 จังหวัด | 55 จังหวัด | 38 จังหวัด |
| จำนวนชุมชนที่ได้รับการพัฒนาจากโครงการและกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม | 88 ชุมชน | 88 ชุมชน | 98 ชุมชน | 98 ชุมชน |
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดลำดับความสำคัญของโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมบนพื้นฐานกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมครอบคลุมประเด็นสำคัญ Operation Excellence (License to Operate) Decarbonization (Forestation for Securing Carbon Credits & Nature-based Solutions) Circularity (Waste Volume) และ ESG Leadership (Society & Social Enterprise) โดยบริษัทฯ คำนึงถึงการผลักดันทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม
ด้านเศรษฐกิจ
ด้านสังคม
ด้านสิ่งแวดล้อม
บริหารจัดการความต้องการและประเด็นในพื้นที่ พร้อมสานสัมพันธ์อันดีกับชุมชน สังคม ด้วยการดำเนินโครงการและกิจกรรม CSR ต่าง ๆ สืบสานงานประเพณี และกิจกรรมท้องถิ่นของชุมชนอย่างมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความไว้วางใจและภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือขององค์กร
โครงการธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อพัฒนาผลไม้ต่างประเทศ (เมล่อน ทัณฑสถาน)
GC ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมการดำเนินโครงการเพื่อสังคม เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาคุณชีวิตให้กับชุมชนและสังคมในพื้นที่จังหวัดระยอง สายงานโพลิเมอร์ จึงได้ดำเนินโครงการธุรกิจเพื่อสังคมเพื่อพัฒนาผลไม้ต่างประเทศ ประจำปี 2568 ให้กับทัณฑสถานเปิดห้วยโป่ง จังหวัดระยอง เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้ต้องขังมีรายได้ระหว่างระหว่างอยู่ในเรือนจำ และมีกำลังใจในการพัฒนาชีวิตต่อไป โดยบริษัทฯ ได้ให้การสนับสนุนการดำเนินการ ดังนี้
- จัดสร้างโรงเรือนเมล่อน จำนวน 1 หลัง พร้อมนำนวัตกรรมพลาสติกโดยใช้วัสดุฟิล์ม LLDPE ชนิดกระเจิงแสงมาเป็นวัสดุในการคลุมโรงเรือนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูก
- พัฒนาบรรจุภัณฑ์เมล่อน เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ และสร้างแบรนด์ให้กับทัณฑสถานเปิดห้วยโป่ง
- ส่งเสริมให้เกิดช่องทางการตลาด ในการร่วมจำหน่ายและสนับสนุนผลิตภัณฑ์เมล่อน
- สนับสนุนเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ เพื่อให้เกิดการใช้พื้นที่โรงเรือนเดิมอย่างมีประสิทธิภาพและมีรายได้คู่ขนานกับการปลูกเมล่อน
ตัวชี้วัดผลประโยชน์ทางธุรกิจ (Business Benefit KPI)
- มีผู้ต้องขังจำนวน 21 รายได้รับการฝึกฝนอาชีพจากการปลูกเมล่อน และมีรายได้ระหว่างอยู่ในเรือนจำ
- สามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์เมลอนได้เป็นจำนวนเงิน 205,690 บาท
- ผลลัพธ์ทางสังคมจากการลงทุน (SROI) เท่ากับ 1.43
โครงการนวัตกรรม Ozone Slurry Ice
บริษัทฯ ร่วมสร้างมิติความสุขที่แตกต่างให้เกิดขึ้น กับประมงพื้นบ้านระยอง ด้วยการส่งเสริมการนำนวัตกรรมการถนอมอาหารด้วยการใช้น้ำแข็งโอโซน มาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประมงพื้นบ้าน และเพิ่มมูลค่าให้ปลาทะเลจากประมงพื้นบ้านในจังหวัดระยอง เพื่อยืดอายุความสดอย่างปลอดภัย ด้วยนวัตกรรมที่พัฒนาโดยภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสความสุขในมุมมองใหม่ กับการกินปลาทะเลระยอง สด ใหม่ รสชาติดีไม่แพ้ชาติใดในโลก
โดยในปี 2568 บริษัทฯ ร่วมกับบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีระยอง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด มีการจัดเทศกาลกินปลาหน้าหนาว รับลมระยอง โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาต้นทุนทรัพยากรทางทะเลอันอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดระยอง ให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่กลุ่มประมงเรือเล็กจังหวัดระยอง พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับปลาทะเลไทยด้วยการใช้กระบวนการบ่มปลาจากน้ำแข็งโอโซน (Ozone Slurry Ice) อันจะเป็นการสร้างการรับรู้ถึงการชูจุดเด่นในด้านอาหารทะเลระยองที่พรีเมียมและมีรสชาติสด อร่อย
โครงการนักล่าฝัน สู่อาชีพในอนาคต ปี 2
บริษัทฯ ร่วมกับบริษัทในกลุ่ม GC Group และพันธมิตรจากองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ หอการค้าจังหวัดระยอง สถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ดำเนินโครงการนักล่าฝัน สู่อาชีพในอนาคต ปี 2 มุ่งเน้นการแนะแนวการศึกษาและแนวโน้มอาชีพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อช่วยให้เยาวชนกลุ่มระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติ ได้เรียนรู้และค้นพบสายงานที่เหมาะสมกับตนเอง นำไปสู่การวางแผนการเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ประกอบอาชีพอย่างมีความสุข ประสบความสำเร็จ และตอบโจทย์สังคมในอนาคต โดยกิจกรรมในโครงการ แบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่
- Inspiration Talk: บุคลากรจากหลากหลายอาชีพร่วมเป็นวิทยากรถ่ายทอดข้อมูลเชิงลึก และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนกล้าฝัน มุ่งมั่นพัฒนาตนเองเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาต่อและทำงานในสายอาชีพที่ฝัน
- Workshop: กิจกรรมเกี่ยวกับอาชีพและทักษะต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ทดลอง-ลงมือปฏิบัติจริง
- บูทนิทรรศการ: บูทนิทรรศการแนะนำสายอาชีพของ GC Group และพันธมิตร ตลอดจนบูทแนะนำรายละเอียดสาขาวิชาพร้อมทุนการศึกษาของสถาบันการศึกษาจากภาครัฐและเอกชน
- GC Chemical Experience Museum: เปิดให้เยาวชนเข้าเยี่ยมชมมิวเซียมปิโตรเคมีแห่งแรกของประเทศไทยในรูปแบบ Interactive Experience ซึ่งรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับปิโตรเคมีไทยไว้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
จากการดำเนินโครงการฯ ระหว่างวันที่ 28-29 สิงหาคม 2568 มีเยาวชนจากโรงเรียนและวิทยาลัยในจังหวัดระยองและชลบุรีเข้าร่วมโครงการฯ มากกว่า 1,900 คน โดยผลประเมินความพึงพอใจจากการเข้าร่วมโครงการฯ พบว่า 84% ของเยาวชนค้นพบตัวเอง/มีแนวทางการศึกษาต่อในอนาคต ซึ่งสาขาวิชาที่เยาวชนสนใจศึกษาต่อ 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจ การตลาด การบริหาร 2.การแพทย์ สุขภาพและงานบริการสังคม 3.วิศวกรรมและงานช่าง นอกจากนี้ โครงการฯ ยังได้พื้นที่ Earned Media ผ่านช่องทาง Social Media จากบุคคลและหน่วยงานภายนอก จำนวน 23 เพจ คิดเป็นยอด Engagement 9,124 ครั้ง





โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างมูลค่าเพิ่ม (Creating Added Value and Improving the Quality of Life)
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ทำโครงการ CSR ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพประมง ร่วมกับกลุ่มประมงเรือเล็กพื้นบ้านจังหวัดระยอง 10 กลุ่มประมง จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการจัดสร้างแหล่งอาศัยสัตว์ทะเลด้วยซั้งกอ โครงการปล่อยพันธ์สัตว์น้ำ และโครงการวัสดุ อุปกรณ์และเครื่องมือ เพื่อซ่อมแซมเรือประมงพื้นบ้าน เพื่อการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังคงดำเนินกิจกรรมที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชนบริเวณบ้านเพ-เกาะเสม็ด อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 อาทิ สนับสนุนเทศกาลเที่ยวทะเลหาดบ้านเพ-เกาะเสม็ด สนับสนุนกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ สนับสนุนการอบรมหลักสูตรการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน และการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเกาะเสม็ด สนับสนุนการปรับปรุงอาคาร รพ.สต. บ้านเกาะเสม็ด สนับสนุนการจัดกิจกรรมประเพณีสงกรานต์ สนับสนุนประเพณีลอยกระทง สนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลต้านภัยยาเสพติด และทอดกฐินสามัคคีวัดเกาะเสม็ด
ดำเนินโครงการปลูกป่า ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรในพื้นที่ต่างๆ เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตและเพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูระบบนิเวศ
บริษัทฯ ร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดำเนินโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต เป็นการส่งเสริมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนให้มีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤตโลกร้อนในปัจจุบัน
โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์
บริษัทฯ ร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ (Mae Fah Luang Foundation under Royal Patronage) ดำเนินโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนดูแลรักษาป่า พร้อมกับพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างชุมชนเข้มแข็ง โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ รับผิดชอบการดำเนินงานทั้งหมดของโครงการ รวมถึงการจ้างงานชุมชนในพื้นที่เพื่อดูแลป่าที่ได้รับการจัดสรรจากภาครัฐ ตลอดจนสนับสนุนการวางระบบวัดและประเมินการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (คาร์บอนเครดิต) และดำเนินการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตในโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) หรือ T-VER และจัดสรรคาร์บอนเครดิตให้แก่ภาคเอกชนที่เป็นผู้พัฒนาโครงการ
บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่า เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ระยะที่ 3 ประจำปี 2566 จำนวน 5,000 ไร่ และระยะที่ 4 ประจำปี 2567 จำนวน 10,000 ไร่ โดยมีระยะเวลานับคาร์บอนเครดิตเป็นเวลา 3 ปี พร้อมการันตีคาร์บอนเครดิตขั้นต่ำ 13,500 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เป็นการตอบโจทย์ความมุ่งมั่นในการเดินหน้าสู่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 ภายในปี 2573 และมุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 อย่างมั่นคง


โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต
บริษัทฯ ร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดำเนินโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต เป็นการส่งเสริมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนให้มีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤตโลกร้อนในปัจจุบัน
โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ตราด จันทบุรี เพชรบุรี และกระบี่ ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 3,600 ไร่ โดยคาดว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวจะกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 4,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี อีกทั้งยังส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศป่าชายเลน อันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและพันธุ์พืชพื้นถิ่น ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความสมดุลของธรรมชาติ โดยมีการศึกษาข้อมูลพื้นฐานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ พบว่ามีพรรณไม้จำนวน 102 ชนิด สัตว์จำนวน 113 ชนิด และแมลงจำนวน 36 ชนิด โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สนับสนุนการชดเชยคาร์บอน (Offsetting) โดยคาร์บอนเครดิตจากแหล่งกักเก็บธรรมชาติ (Nature-based Solutions) ตอบโจทย์ความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการเดินหน้าสู่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 ภายในปี 2573 และมุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 อย่างมั่นคง
โครงการพัฒนาระบบการตรวจติดตามการปลูกและการเจริญเติบโตของพรรณไม้ป่าชายเลน (Smart Mangrove Surveillance)
บริษัทฯ ร่วมกับ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) พัฒนาระบบการตรวจติดตามการปลูกและการเจริญเติบโตของพรรณไม้ป่าชายเลน (Smart Mangrove Surveillance) เนื่องจากปัจจุบันบริษัทฯ ดำเนินโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 3,600 ไร่ การติดตามผลด้วยการสำรวจภาคสนามสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การประเมินภาพรวมและการติดตามผลในระยะยาวยังมีความท้าทายในด้านการใช้เวลาและทรัพยากร
เทคโนโลยีอาศกาศยานไร้คนขับหรือโดรน ร่วมกับการประมวลผลภาพเชิงพื้นที่และแบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ จึงถูกนำมาใช้เพื่อช่วยในวิเคราะห์จำนวนและการกระจายตัวของต้นไม้ ประเมินแนวโน้มของการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายของต้นไม้ได้ โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและบริหารจัดการพื้นที่ฟื้นฟูป่าได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันได้มีการทดลองดำเนินการในพื้นที่แปลงปลูกในจังหวัดระยอง และพร้อมขยายผลไปยังพื้นที่ปลูกในจังหวัดอื่นในอนาคต โดยโครงการนี้เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สนับสนุนการดำเนินโครงการที่ตอบโจทย์ความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการเดินหน้าสู่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 ภายในปี 2573 และมุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593




โครงการพัฒนาสวนป่านิเวศอ่อนนุช
บริษัทฯ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่เทกองขยะเดิม ครอบคลุมพื้นที่ 55 ไร่ บริเวณศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช กรุงเทพฯ ให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวในรูปแบบ 'ป่าเชิงนิเวศ' โดยดำเนินการปลูกต้นไม้บนพื้นที่เทกองขยะเดิมตามหลักวิชาการ โดยผู้เชี่ยวชาญจากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โครงการปลูกป่าครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบจากมลพิษต่าง ๆ แต่ยังเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น จากการดำเนินงานระยะเวลา 3 ปี โครงการได้ปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 45,000 ต้น สำรวจพบพรรณไม้จำนวน 79 ชนิด สัตว์และแมลงจำนวน 158 ชนิด โดยพื้นที่ป่าเชิงนิเวศแห่งนี้มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนได้ 165 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และปลดปล่อยออกซิเจน 120 ตันต่อปี สอดคล้องกับนโยบายการจัดการความยั่งยืนทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ของบริษัทฯ รวมทั้งยังสนับสนุนนโยบายของกรุงเทพมหานครในการเพิ่มพื้นที่ป่าในเมืองอีกด้วย
โครงการ ฟื้นป่า รักษ์น้ำ เขาห้วยมะหาด จ. ระยอง
บริษัทฯ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) และชมรมคนรักษ์ป่า ชากลูกหญ้า-ห้วยมะหาด เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ 2,500 ไร่ บนเขาห้วยมะหาด จังหวัดระยอง มุ่งฟื้นฟูป่าต้นน้ำ เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชน ตลอดจนส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพ
ปัจจุบัน พื้นที่ปลูกป่าดังกล่าวสามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ 32,807 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และได้รับการรับรองจากโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme: LESS) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในปี 2563 โดยจากระยะเวลาการดำเนินงาน 10 ปี มีการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ พบว่ามีพรรณไม้จำนวนทั้งสิ้น 146 ชนิด สัตว์และแมลงจำนวน 463 ชนิด และตลอดการดำเนินงานสามารถสร้างรายได้สู่ชุมชนผ่านการจ้างงาน รวมทั้งการสนับสนุนสินค้าและบริการของชุมชนในพื้นที่เป็นมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท
ข้อมูลเพิ่มเติม: โครงการฟื้นป่า รักษ์น้ำ เขาห้วยมะหาด
ขยายผลการเป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการขยะรีไซเคิลในชุมชนอย่างถูกวิธี ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรในรูปแบบการพัฒนาและการลงทุนร่วม
โครงการ “จากครัว…สู่เครื่อง”
บริษัทฯ ในฐานะผู้ผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เชิงพาณิชย์รายแรกของประเทศไทย โดยเมื่อต้นปี 2568 บริษัทฯ ได้ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน "น้ำมันพืชใช้แล้ว" (Used Cooking Oil: UCO) ให้เป็นพลังงานสะอาดตามมาตรฐานสากล ISCC CORSIA ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 85% เมื่อเทียบกับน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050
ในการนี้ บริษัทฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จึงได้ริเริ่มโครงการ “จากครัว...สู่เครื่อง” เพื่อประสานความร่วมมือกับพันธมิตรต่างๆ โดยสนับสนุนองค์ความรู้ ส่งเสริมการรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วอย่างเป็นระบบ ช่วยลดปัญหาการจัดการน้ำมันพืชใช้แล้วอย่างไม่ถูกวิธีซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value) ระหว่างภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยผลการดำเนินงานตั้งแต่เดือนสิงหาคม - ธันวาคม 2568 สามารถรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วได้ 14.81 ตัน นำไปผลิต SAF ได้ 3.74 ตัน สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน 399,722.80 บาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 11,911.75 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ร่วมกับบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีระยอง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด และสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดระยอง ขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมทั้ง 8 อำเภอในจังหวัดระยอง พร้อมทั้งขยายความร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อเพิ่มจุดรวบรวม UCO ในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ และเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่
โครงการ Community Waste Model
บริษัทฯ ร่วมกับ ENVICCO ดำเนินโครงการ Community Waste Model ตั้งแต่ปี 2563 โดยนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในการจัดการขยะรีไซเคิลในพื้นที่ชุมชน เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า พร้อมทั้งมองหาชุมชนต้นแบบในจังหวัดระยองที่มีศักยภาพในการจัดการขยะรีไซเคิลอย่างมีระบบ โครงการนี้มุ่งพัฒนาและส่งเสริมให้ชุมชนจัดตั้งศูนย์บริหารและจัดการขยะรีไซเคิลครบวงจร โดยให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะรีไซเคิลครบทุกประเภทตั้งแต่ต้นทาง นำขยะรีไซเคิลที่คัดแยกประเภทแล้ว เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ถูกวิธี สนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้อและพัฒนาอุปกรณ์และเครื่องมือปฏิบัติงาน รวมทั้งการส่งเสริมให้ชุมชนจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านการคัดแยกขยะอย่างมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อาทิ วัด โรงเรียน หน่วยงานราชการ และผู้ประกอบการ เป็นต้น ขยายพันธมิตรและภาคีเครือข่าย เพื่อให้เกิดความเป็นเจ้าของและเกิดความยั่งยืนจากฐานรากอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2565 บริษัทฯ ปรับรูปแบบการดำเนินงานโครงการ โดยใช้รูปแบบการพัฒนาและการลงทุน (Co-Development Model) ร่วมกันระหว่างบริษัทฯ และชุมชนหรือพันธมิตร โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความเป็นเจ้าของร่วม (Co-Ownership) อย่างยั่งยืน และสร้างประโยชน์หลากหลายด้าน อาทิ ชุมชนมีแรงจูงใจในการดูแลและพัฒนาต่อยอด เกิดเป็นต้นแบบให้ชุมชนหรือบริษัทอื่นได้เรียนรู้ ช่วยให้โครงการเติบโต และสามารถขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นได้ โดยบริษัทฯ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้และคำแนะนำ ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการขยะรีไซเคิลชุมชน 15 แห่งในจังหวัดระยอง นครปฐม สมุทรปราการ ชลบุรี และปราจีนบุรี และได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารและจัดการขยะรีไซเคิลครบวงจร นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ฯ ให้แก่พันธมิตรที่มีศักยภาพ เพื่อนำโมเดลไปพัฒนาและจัดตั้งศูนย์ฯ ของตนร่วมกับชุมชนพื้นที่ โดยในปี 2568 GC ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ให้แก่ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด (SPBT) ในการจัดตั้งศูนย์ฯ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลมาบยางพร

โครงการธนาคารทิ้ง-ไซเคิล (ThinkCycle Bank)
บริษัทฯ ดำเนินโครงการธนาคารทิ้ง-ไซเคิล (ThinkCycle Bank) เปลี่ยนขยะให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งจัดการขวด PET และ HDPE ในโรงเรียน เริ่มจากการปลูกจิตสำนึกเยาวชนและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องให้เห็นคุณค่าและความสำคัญของการคัดแยกขยะ โดยในปี 2568 โครงการฯ ร่วมกับ 4 โรงเรียนในจังหวัดระยอง สามารถคัดแยกและนำขวด PET และ HDPE ส่งให้ ENVICCO เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างถูกวิธีตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ 2,810 กิโลกรัม และสร้างรายได้ให้กับโรงเรียนเครือข่ายเป็นเงิน 52,799.90 บาท ซึ่งโรงเรียนนำรายได้ดังกล่าวไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของแต่ละโรงเรียน อาทิ จัดกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน จัดงานกีฬาสีของนักเรียน
ตัวชี้วัดผลประโยชน์ทางธุรกิจ (Business Benefit KPI)
- ขวดพลาสติกใช้แล้วของชุมชนมีคุณภาพดี ทำให้ Yield การผลิตของบริษัท ENVICCO สูงขึ้นร้อยละ 15
- สร้างการรับรู้ไปสู่กลุ่มเป้าหมายและสาธารณชน โดยวัดผลจากยอด Share of Voice (SOV) อยู่ที่ 4,258,758
- เสริมสร้างขีดความสามารถด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมของบริษัทฯ
- เสริมสร้างการบรรลุเป้าหมายและภาพลักษณ์ด้านการเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน
ตัวชี้วัดผลทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (Social / Environmental Benefit KPI)
1.
ผลลัพธ์ทางสังคมจากการลงทุน (SROI) เท่ากับร้อยละ
2.
สร้างรายได้ให้ชุมชนจากการขายขยะเข้าสู่ระบบรีไซเคิลมากกว่า
ล้านบาท/ปี
3.
สามารถนำขวด PET/HDPE กลับมารีไซเคิลได้รวมทั้งหมดประมาณ
ตันในปี 2568
4.
ลดภาระค่ากำจัดขยะของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น อาทิ เทศบาลนครมาบตาพุด ได้ถึง
บาท/ปี
5.
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการลดการใช้พลาสติกผลิตใหม่ (Virgin Plastic) และการฝังกลบได้ 2,406.33 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่ 68,095.64 ต้น เพื่อดูดซับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้น
ตอบสนองต่อเป้าหมายการเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าสู่สังคม ผ่านโครงการด้าน Social Enterprise และโครงการ CSR ที่สนับสนุน ESG เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุด
โครงการ Community Rising Star: สวนผึ้งปลวกแดง
วิสาหกิจชุมชนสวนผึ้งปลวกแดง อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เป็นหนึ่งในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งในจังหวัดระยอง ที่ดำเนินกิจกรรมเลี้ยงผึ้งและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผึ้งภายใต้แนวคิด “เกษตรเพื่อความยั่งยืน” โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกในชุมชน เพราะการเลี้ยงผึ้งเป็นอาชีพที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืนและมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ เนื่องจากผึ้งเป็นตัวผสมเกสรที่ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร สามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนโดยการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งเพื่อจำหน่ายได้ นอกจากนี้ วิสาหกิจชุมชนสวนผึ้งปลวกแดง ยังมีแนวคิดที่จะพัฒนากลุ่มให้เป็นฐานเรียนรู้ด้านการเลี้ยงผึ้งที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยต้นน้ำเริ่มตั้งแต่กระบวนการเลี้ยงผึ้งที่มีการคัดสรรสวนผลไม้ที่จะนำผึ้งไปช่วยผสมเกสร จะต้องเป็นสวนผลไม้ที่ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีเพื่อให้ได้น้ำผึ้งที่มาจากธรรมชาติไม่เจือสารปรุงแต่ง ไปจนถึงกระบวนการกลางน้ำในการนำน้ำผึ้งมาเข้ากระบวนการทดสอบคุณภาพและบรรจุภัณฑ์ในห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานอย. ด้วยการใช้ระบบพลังงานสะอาด (Solar cell) แทนระบบไฟฟ้า ทั้งช่วยอนุรักษ์พลังงานอีกทั้งยังเป็นการลดต้นทุนในการผลิต และปลายน้ำในการนำผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งและที่แปรรูปมาจำหน่าย ซึ่ง GC ได้เข้ามามีส่วนช่วยพัฒนาตั้งการจัดทำอุปกณ์เลี้ยงผึ้ง การติดตั้งระบบ Solar cell ของกลุ่ม ไปจนถึงการพัฒนาสูตรขนมและเครื่องดื่มที่แปรรูปจากน้ำผึ้ง อาทิ เยลลี่น้ำผึ้ง ไอศกรีมน้ำผึ้ง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกในวิสาหกิจชุมชนสวนผึ้งปลวกแดงได้อีกด้วย โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา จากการที่ GC เข้าไปมีส่วนข่วยพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนผึ้งปลวกแดงนี้ สามารถช่วยกลุ่มลดค่าไฟในกระบวนการผลิตได้ 60-70% (3,300-3,850 บาท/เดือน) มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 15,000 บาท อีกทั้ง ยังถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่คณะศึกษาดูงานในการพัฒนากระบวนการเลี้ยงผึ้ง การแปรรูปผลิตภัณฑ์และต่อยอดวัตถุดิบจากน้ำผึ้งธรรมชาติอย่างน้อย 1,200 คน/ปี ผลลัพธ์ทางสังคมจากการลงทุน (SROI) เท่ากับ 1.42ในอนาคต GC ยังมีแนวคิดในการพัฒนาแพ็กเกจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม และพัฒนาต่อยอดผลตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำผึ้งที่เนมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของชุมชนในแต่ละพื้นที่เข้าด้วยกัน ส่งเสริมทักษะและองค์ความรู้ในการพัฒนาต่อไป






โครงการพัฒนาการศึกษาสามเณรโรงเรียนมงคลวิทยา (วัดเขาสาป)
หนึ่งในเป้าหมายของการทำโครงการ CSR ด้านการศึกษา คือ การสนับสนุนและสร้างโอกาสในการเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพของเยาวชน อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชนผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้มีส่วนร่วมในการอุปถัมภ์สามเณร โรงเรียนมงคลวิทยา หรือ วัดเขาสาป ให้ได้รับการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น – ปลาย และให้การอุปถัมภ์ต่อเนื่องสำหรับนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้จนจบปริญญาตรี เป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ที่ บริษัทฯ มีส่วนร่วมในการสร้างโอกาสทางการศึกษาดังกล่าว นอกจากนี้ ยังได้เล็งเห็นถึงปัญหาของโรงเรียนมงคลวิทยา ที่ขาดแคลนครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษ ดังนั้น ในปีพ.ศ. 2567 บริษัทฯ จึงได้ร่วมมือกับ KVIS หรือ โรงเรียนกําเนิดวิทย์ ซึ่งเป็นโรงเรียนชั้นนําของประเทศไทย เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาที่โรงเรียนมงคลวิทยา โดยทาง KVIS สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ จัดรูปแบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เน้นด้านการสื่อสารและการสอบ สำหรับสามเณรระดับชั้น ม.3-5 และ ม.6 ตามลำดับ พร้อมทั้งการเรียนผ่านโปรแกรม English Discoveries Online (EDO) สําหรับ ม.3-6 ทำให้สามเณรได้ฝึกทักษะการสื่อสารกับครูชาวต่างชาติจากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ ซึ่งช่วยปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อภาษาอังกฤษแก่สามเณรอีกด้วย และจากผลการทดสอบทางภาษาอังกฤษ พบว่าสามเณรโรงเรียนมงคลวิทยาที่เข้าร่วมโครงการ มีความรู้วิชาภาษาอังกฤษที่ดีขึ้น 80%
ในปี พ.ศ. 2568 บริษัทฯ ยังคงร่วมมือกับ KVIS สานต่อโครงการพัฒนาภาษาอังกฤษแก่สามเณรอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการให้เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการและผลวิเคราะห์จากการทดสอบทักษะภาษาอังกฤษในปีที่ผ่านมา จึงจัดเป็นกิจกรรมการพัฒนาภาษาอังกฤษ มุ่งเน้นทักษะด้านการสื่อสาร เชื่อมโยงกับบริบทการใช้ชีวิตประจำวันของสามเณร และใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ ในลักษณะการเข้าค่ายภาษาอังกฤษ หรือ English Camp เน้นทักษะการสื่อสาร เป็นระยะเวลา 4 วัน โดยมีพนักงานจิตอาสาจาก บริษัทฯ ซึ่งเป็นนักเรียนทุนของบริษัทฯ ได้พูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการเตรียมตัวทางภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา และการประกอบอาชีพในอนาคต เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจต่อไป จากการดำเนินงานพบว่าสามเณรที่เข้าร่วมโครงการ มีผลพัฒนาภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น 100% และสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานได้ เหมาะสม 100% (แบบทดสอบจากโรงเรียนกำเนิดวิทย์)
ในอนาคต บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสนับสนุนการศึกษา พัฒนาเยาวชน สร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพแก่เยาวชนทุกระดับต่อไป พร้อมทั้งขยายผลการดำเนินงานไปยังกลุ่มนักเรียน นักศึกษาสายอาชีวศึกษา เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดทางการประกอบอาชีพในอนาคต




โครงการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า ยกระดับผลิตภัณฑ์ Upcycling วัดจากแดง
บริษัทฯ เข้าร่วมโครงการ Our Khung Bangkachao ตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งเป็นการสานพลังความร่วมมือระหว่างองค์กรชั้นนำกว่า 34 องค์กรของประเทศไทย (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2561) ภายใต้การกำกับของมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อดำเนินกิจกรรมในการลดปัญหาขยะในพื้นที่โดยการจัดการขยะตามแนวทาง Circular Economy และสร้างจิตสำนึกการจัดการปัญหาขยะตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งบริษัทฯ ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะทำงาน และเป็นพี่เลี้ยงให้กับวิสาหกิจชุมชนบ้านวัดจากแดง
บริษัทฯ ดำเนินโครงการร่วมกับวัดจากแดงและพันธมิตร รณรงค์ให้บุคคลทั่วไปส่งขวดพลาสติกชนิดใสหรือโพลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (PET) มาผลิตเป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์ เพื่อนำมาทอเป็นผ้าร่วมกับเส้นใยโพลีเอสเตอร์ซิงค์ และเส้นใยฝ้าย ก่อนนำไปตัดเย็บเป็นผ้าจีวรรีไซเคิล รวม 187 ชุด สามารถสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่จากการรับจ้างตัดเย็บ เป็นเงินกว่า 5,256,000 บาท นอกจากนี้ คณะทำงานฯ ได้ขยายการดำเนินโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Upcycling ร่วมกับวัดจากแดง นำขวดพลาสติกใช้แล้วมาแปรรูปเป็นผ้าเพื่อตัดเย็บเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ผ้าห่ม ผ้าพิมพ์ลายไทย กระเป๋า เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการรีไซเคิลขวดพลาสติกสู่การต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง รวมถึงการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน จากการดำเนินงานที่ผ่านมา สามารถรวบรวมขยะเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ 102,990 กิโลกรัม สร้างรายได้รวมเป็นเงิน 6,723,804.6 บาทดังนั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ Upcycling ของวัดจากแดง จะมีความสำคัญในการส่งเสริมให้เป็นชุมชนเข้มแข็งและสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง
เพื่อให้การดำเนินโครงการฯ ประสบผลสำเร็จและเป็นที่รู้จักมากขึ้น รวมถึงการสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ Upcycling จากวัดจากแดง GC จึงได้ร่วมกับวัดจากแดง ในการสร้างร้านรักคุ้งบางกะเจ้า เป็นสถานที่ในการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Upcycling ของวัดจากแดง แก่ผู้มาเยี่ยมชม เพื่อพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ให้กับชุมชน นอกจากนี้ GC ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้มีความสวยงาม ทันสมัย การขยายกลุ่มลูกค้าที่มุ่งเน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ รองรับการพัฒนาพื้นที่คุ้งบางกระเจ้าให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวมากขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างการตระหนักรู้ถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงมีการทำงานร่วมกับแบรนด์ชั้นนำ ISSUE Thailand ในการออกแบบและผลิตสินค้าจากผ้า Upcycling ของวัดจากแดง โดยนำอัตลักษณ์ของคุ้งบางกะเจ้า อาทิ ตัวนาก ต้นจาก กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ฯ มาเป็นลวดลายบนผืนผ้าที่ผลิตจากขวดพลาสติกไม่ใช้แล้ว ซึ่งรายได้ทั้งหมดกลับสู่วิสาหกิจชุมชนบ้านวัดจากแดง เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Collection ใหม่ต่อไป ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้นำเสนอสู่เวทีระดับนานาชาติ “Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2025” แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างการรับรู้และขยายผลกระทบของโครงการ CSR สู่ระดับสากล โครงการนี้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ Upcycling รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการออกแบบ การพัฒนาสินค้าและการต่อยอดธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้และอาชีพให้กับชุมชนบ้านวัดจากแดงได้อย่างยั่งยืน ประชาชนทั่วไปรับรู้และเข้าใจกระบวนการ Upcycling และคุ้งบางกะเจ้ามากขึ้น
โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Upcycling วัดจากแดง

บริษัทฯ เข้าร่วมโครงการ Our Khung Bangkachao ตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งเป็นการสานพลังความร่วมมือระหว่างองค์กรชั้นนำกว่า 34 องค์กรของประเทศไทย (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2561) ภายใต้การกำกับของมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อดำเนินกิจกรรมในการลดปัญหาขยะในพื้นที่โดยการจัดการขยะตามแนวทาง Circular Economy และสร้างจิตสำนึกการจัดการปัญหาขยะตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งบริษัทฯ ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะทำงาน และเป็นพี่เลี้ยงให้กับวิสาหกิจชุมชนบ้านวัดจากแดง
ในปี 2567 บริษัทฯ ต่อยอดโครงการโดยออกแบบและผลิตสินค้าจากผ้า Upcycling ของวัดจากแดงให้มีความสวยงามทันสมัย ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ สร้างการตระหนักรู้ถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยการร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำ ISSUE Thailand นำอัตลักษณ์ของคุ้งบางกะเจ้า อาทิ ตัวนาก ต้นจาก กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ฯ มาเป็นลวดลายบนผืนผ้าที่ผลิตจากขวดพลาสติกไม่ใช้แล้ว ซึ่งรายได้ทั้งหมดกลับสู่วิสาหกิจชุมชนบ้านวัดจากแดง เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Collection ใหม่ต่อไป ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้นำเสนอสู่เวทีระดับนานาชาติ “Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2024” แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างการรับรู้และขยายผลกระทบของโครงการ CSR สู่ระดับสากล โครงการนี้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ Upcycling รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการออกแบบ การพัฒนาสินค้าและการต่อยอดธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้และอาชีพให้กับชุมชนบ้านวัดจากแดงได้อย่างยั่งยืน ประชาชนทั่วไปรับรู้และเข้าใจกระบวนการ Upcycling และคุ้งบางกะเจ้ามากขึ้น
โครงการพลาสติกป้องกันภัย ป้องกันชีวิต (Protect Risk Protect Life with Plastic Flapped Sack Project)

โครงการ “พลาสติกป้องกันภัย ป้องกันชีวิต” เป็นโครงการที่บริษัทฯ ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาชัยพัฒนา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกแบบและพัฒนากระสอบพลาสติกแบบมีปีกขึ้น เพื่อช่วยแก้ไขและบรรเทาความเสียหายจากพิบัติภัยดินโคลนถล่ม ตลอดจนช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งกระสอบฯ ต้นแบบผลิตจากเม็ดพลาสติก HDPE ของ GC และเม็ดพลาสติก PP ถูกนำไปถักทอให้มีความเหนียว แข็งแรง และเติมสารป้องกัน UV เพื่อให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และที่พิเศษกว่ากระสอบทั่วไป คือเป็นกระสอบที่มีปีก 3 ด้าน ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงยึดเหนี่ยวเมื่อมีการวางทับซ้อนกัน ทำให้ไม่เลื่อนหลุดออกจากกัน
โดยแผนงานสำหรับโครงการนี้ประกอบไปด้วย
- ร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อนำกระสอบฯ ไปใช้ในการแก้ไขและบรรเทาความเสียหายจากพิบัติภัยดินโคลนถล่ม รวมทั้งบรรเทาปัญหาน้ำท่วม และภัยแล้ง ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ
- เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการนำกระสอบฯ ไปใช้งานในพื้นที่ที่ประสบภัย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง นำไปสู่การสร้างมูลค่าตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI)
ในปี 2567 บริษัทฯ ดำเนินงานสนับสนุนกระสอบพลาสติกแบบมีปีกที่มีส่วนผสมของพลาสติกใช้แล้ว จำนวน 3,000 ใบ ให้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำหรับใช้ป้องกันการชะล้างพังทลายบริเวณริมถนนและเชิงเขาพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอวางแผนจัดเรียงกระสอบในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568
โครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้อาหารถิ่นระยอง ร้านใบชะมวง วิทยาลัยเทคนิคระยอง
บริษัทฯ ได้ดำเนินการร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคระยอง แผนกวิชาอาหารและโภชนาการ จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้อาหารถิ่นระยอง ร้านใบชะมวง เพื่อเป็นศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพอาหารถิ่นระยอง และการทำธุรกิจร้านอาหารในรูปแบบการศึกษาทวิภาคี ให้กับนักเรียน นักศึกษาในระดับ ปวช. และปวส. ตั้งแต่ปีพ.ศ.2563 ถึงปัจจุบัน ซึ่งได้มีการนำเอาเมนู Signature ของร้านใบชะมวง นั่นคือ เมนูหมูชะมวง มาประยุกต์เป็นเมนูอาหารแบบ Fusion Local Food โดยพัฒนาเป็นเมนูพิซซ่าหมูชะมวง ซึ่ง GC ช่วยสนับสนุนทางด้านองค์ความรู้ในการทำพิซซ่า โดยเชิญวิทยากรผู้ประกอบธุรกิจร้านพิซซ่า มาอบรมให้ความรู้รวมถึงสอนเทคนิคการทำพิซซ่าหน้าต่างๆ สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการทำพิซซ่าที่นักเรียน นักศึกษา สามารถนำไปประกอบการทำพิซซ่านอกสถานที่ได้ ซึ่งจะช่วยให้นักเรียน นักศึกษา ได้เรียนรู้กระบวนการทำพิซซ่าไปจนถึงการจัดจำหน่ายผ่านประสบการณ์จริงจากการออกงานนอกสถานที่ต่างๆ อีกทั้ง GC ยังได้เชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่มีองค์ความรู้และประสบการณ์ในการบริหารจัดการร้านอาหารที่อยู่ในรูปแบบการศึกษาทวิภาคี การประกอบการธุรกิจร้านอาหารและการบริการ จากคณาจารย์ คณะวิทยาการจัดการ และโรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อบรมบรรยาย ถ่ายทอดองค์ความรู้ในการบูรณาการการเรียนการสอน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้แก่คณาจารย์และนักเรียน นักศึกษา จากแผนกวิชาการท่องเที่ยว แผนกวิชาการโรงแรม และแผนกวิชาอาหารและโภชนาการ จำนวน 50 คน
นอกจากนี้ GC ยังได้สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหาร เพื่อรองรับการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหารของประเทศ ซึ่งจะเป็นการผสมผสานการเรียนการสอนแบบบูรณาการ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสนใจในการประกอบอาหารได้เข้ามาฝึกฝนทักษะที่ศูนย์แห่งนี้ อีกทั้ง ยังมีแผนดำเนินงานพัฒนาทักษะทางด้านอาหาร การบริการ แก่บุคคลากร นักเรียน นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคระยอง ช่วยขับเคลื่อนการศึกษาที่สามารถต่อยอดสู่เส้นทางสายอาชีพ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงต่อไป
โครงการธุรกิจเพื่อสังคม บริษัท สานพลัง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด
บริษัทฯ ร่วมดำเนินโครงการธุรกิจเพื่อสังคม บริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 ภายใต้แนวคิด Social Enterprise (SE) โดยมุ่งเน้นการพัฒนา สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ Upcycling จากเส้นใยพลาสติกรีไซเคิล พัฒนาจุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Upcycling ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ PTTLNG เพื่อก่อให้เกิดการจ้างงานอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งนำผลกำไรที่ได้หลังหักค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งมาสนับสนุนการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัท สานพลังฯ มีผลการดำเนินงาน ดังนี้
บริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ร่วมกับ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ร่วมออกงานแสดงสินค้า Upcycling ในงาน “The 36th Nai Lert Flower & Garden Art Fair 2025” ภายใต้แนวคิด “Garden of Tomorrow” ณ ปาร์คนายเลิศ เพื่อสืบสาน และเผยแพร่งานศิลป มุ่งสะท้อนความงดงามของธรรมชาติควบคู่กับนวัตกรรมด้านความยั่งยืน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความสวยงามและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านผลิตภัณฑ์สินค้า Upcycling ซึ่งรายได้จากการจำหน่ายสินค้าหลังหักค่าใช้จ่าย ส่วนหนึ่งนำกลับไปสนับสนุนทางการแพทย์
โครงการธุรกิจเพื่อสังคม บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีระยอง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด
บริษัทฯ ร่วมดำเนินโครงการประชารัฐรักสามัคคีระยอง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 ภายใต้แนวคิด Social Enterprise (SE) มีเป้าหมายหลักเพื่อคืนประโยชน์สู่สังคม ผ่านการดำเนินงาน 3 ส่วน ประกอบด้วย การเกษตร การแปรรูป (SMEs/OTOP) และการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยกำไรจากกิจกรรมของบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีระยองฯ จะนำกลับไปส่งเสริมชุมชน โดยไม่ปันผลกำไรแก่ผู้ถือหุ้น โดยโครงการดังกล่าวช่วยส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับ ก่อให้เกิดการสร้างอาชีพและรายได้หมุนเวียนภายในชุมชนและอาชีพให้แก่ชุมชน ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดระยอง ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีระยองฯ มีผลการดำเนินงาน ดังนี้
- บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีระยอง จับมือ PTTOR เปิดร้าน Cafe Amazon สาขาศูนย์ราชการจังหวัดระยองสนับสนุนสินค้าชุมชนจาก 'ร้านรักระยอง' สร้างรายได้ให้คนระยอง โดยจุดเด่นของสาขานี้ คือ การเปิดพื้นที่จำหน่าย ผลิตภัณฑ์ชุมชนของดีเมืองระยอง จาก 'ร้านรักระยอง' ภายใต้แนวคิด “ชูความเป็นหนึ่งของดีและทันสมัย” โดยรวบรวมผลิตภัณฑ์จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจาก 8 อำเภอ ในจังหวัดระยองเพื่อประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมและเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสินค้าชุมชน ต่อยอดคุณค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ร้าน Cafe Amazon สาขาศูนย์ราชการจังหวัดระยอง ตั้งอยู่ภายในพื้นที่กำกับดูแลของศาลากลางจังหวัดระยอง โดยได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการสวัสดิการจังหวัดระยอง เพื่อให้บริการประชาชน ข้าราชการ และผู้มาติดต่อราชการ
- บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีระยอง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ร่วมกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยกลุ่มกำกับและพัฒนาเศรษฐกิจการค้า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดระยอง และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ระยอง จำกัด (สกต.ระยอง) ได้ร่วมอุดหนุนและส่งมอบผลไม้มังคุดจากเกษตรกรชาวสวนระยอง จำนวน 4,000 กิโลกรัม เพื่อนำไปส่งต่อให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ โรงพยาบาลระยอง โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระยอง สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และสำนักงานท่าเรือนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เพื่อส่งต่อความห่วงใยสู่ชุมชน
- ในปี 2568 สร้างรายได้จากการดำเนินงาน 3.77 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1.04 ล้านบาท









โครงการวิสาหกิจชุมชนกลุ่มลุฟฟาลา (LUFFALA Community Enterprise)
บริษัทฯ ยกระดับศักยภาพวิสาหกิจชุมชนกลุ่มลุฟฟาลา ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ Home & Personal Care ในพื้นที่รอบรั้วโรงงาน ผ่านรูปแบบความร่วมมือ Public–Private–People Partnership ร่วมกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) โดยบูรณาการทรัพยากรหลักขององค์กร ได้แก่ บุคลากรนักวิจัย วิศวกร รวมถึงองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม วัตถุดิบ และแบ่งปันความเชี่ยวชาญด้านระบบคุณภาพ เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตของวิสาหกิจชุมชน สู่มาตรฐาน ASEAN Cosmetic GMP ปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้าการปรับปรุงพื้นที่การผลิตกว่า 80% ซึ่งวามร่วมมือดังกล่าวช่วยลดต้นทุนการพัฒนา สร้างฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ยั่งยืนให้กับ GC ในอนาคต ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพแรงงานชุมชน เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างโรงงานกับชุมชน สะท้อนการบูรณาการกลยุทธ์ธุรกิจและ ESG ของ GC ในมิติ Growth, Safety, Sustainability และ People อย่างเป็นรูปธรรม แสดงถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการส่งเสริมให้ชุมชนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ และเป็นตัวอย่างของการผสานความร่วมมือระหว่างบริษัทฯ และชุมชนที่ส่งเสริมคุณค่าอย่างยั่งยืน






รายได้จากการดำเนินงานโครงการ LUFFALA
| ปี | สร้างรายได้ให้ชุมชน | กำไรของ LUFFALA |
|---|---|---|
| 2565 | 2,510,324 บาท | 558,511 บาท |
| 2566 | 2,030,035 บาท | 519,808 บาท |
| 2567 | 1,586,795 บาท | 392,623 บาท |
| 2568 | 1,120,488 บาท | 256,830 บาท |
ตัวชี้วัดผลประโยชน์ทางธุรกิจ (Business Benefit KPI)
- แสดงจุดยืนในการขับเคลื่อนการสร้างคุณค่าทางธุรกิจร่วมกันกับสังคม
- เป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับบริษัทฯ ในการเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน
- สร้างรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากโครงการกว่า 1,120,488 บาท
ตัวชี้วัดผลประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (Social / Environmental Benefit KPI)
1.
ผลลัพธ์ทางสังคมจากการลงทุน (SROI) เท่ากับ
* ไม่มีการลงทุนเพิ่มในปี 2568 และมีรายรับจากการขายผลิตภัณฑ์
2.
สร้างรายได้ให้กับชุมชนและวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดระยอง กว่า
บาทต่อปี
โครงการ “เคมีภัณฑ์ร่วมใจ ต้านภัยร้ายมะเร็งเต้านม”
บริษัทฯ ร่วมกับบริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) ดำเนินโครงการ “เคมีภัณฑ์ร่วมใจ ต้านภัยร้ายมะเร็งเต้านม” ตั้งแต่ปี 2555 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยการสนับสนุนเม็ดพลาสติกชนิด LLDPE (Off- Spec) เพื่อนำไปเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตเต้านมเทียมมอบให้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังจากผ่าตัด ผ่านกิจกรรม “Sabina Sewing Cup Sewing Heart” ที่เชิญชวนประชาชนทั่วไปเป็นจิตอาสาในการเย็บเต้านมเทียม รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม ทั้งด้านการป้องกันและการรักษา เพื่อลดความเสี่ยงและความเจ็บป่วยจากโรคดังกล่าว ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงไทยเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 1 โดยในปีที่ผ่านมา ทางโครงการฯ ได้ประชาสัมพันธ์กิจกรรมผ่านทางสื่อ Online และ Social Media ซี่งได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก โดยนับตั้งแต่ดำเนินโครงการมาได้ผลิตเต้านมเทียมเพื่อมอบให้ผู้ป่วยรวมแล้วกว่า 317,100 เต้า คิดเป็นมูลค่าที่ผู้ป่วยสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 113,193,990 บาท
นอกจากนี้ GC ยังได้สนับสนุนผ้าดิบจากกระบวนการ Upcycling จากขวดพลาสติก PET สำหรับใช้ทำถุงบรรจุอุปกรณ์เย็บเต้านมเทียม (Sewing Set) โดยร่วมมือร่วมกับบริษัท ซาบีน่า จำกัด มูลนิธินางฟ้าถึงคุณวันใหม่ และ บริษัท จิตอาสา วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ที่มีเจตนารมณ์เดียวกันในการฝึกอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับผู้ต้องขังหญิง ได้มีทักษะอาชีพเมื่อออกจากเรือนจำ ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างบุคคลทั่วไป ภายใต้ชื่อโครงการ ‘นางฟ้าหลังกำแพง’ ในส่วนนี้ทำให้เกิดการสร้างอาชีพให้กับผู้ต้องขังหญิง ด้วยการสร้างรายได้จากการเย็บ “ถุงผ้า Sewing Set” จำนวนกว่า 20,000 ชิ้น